วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568

คิดดีแล้วนะที่จะมาเป็นแม่บ้านญี่ปุ่น

 ก่อนหน้าที่เพื่อน ๆ จะมาเป็นแม่บ้านที่ญี่ปุ่น เราก็อยากจะแชร์เรื่องราวของเรา ว่าจะต้องมีการเตรียมพร้อมเรื่องอะไร แล้วถ้ามาถึงแล้ว เราจะต้องเจออะไรบ้าง ลองไปฟังกันเลยนะคะ




#แม่บ้านญี่ปุ่น

#ใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น




มาเรียนภาษาญี่ปุ่นกัน เรื่องตัวเลข すうじ กับไวยากรณ์ X は Y です。

 มาเรียนภาษาญี่ปุ่นกัน เรื่องตัวเลข すうじ กับไวยากรณ์  X は Y です。

สามารถเข้าไปฟังได้ที่แอพแดงด้านล่างเลยค่ะ



#เรียนภาษาญี่ปุ่น

#ภาษาญี่ปุ่นออนไลน์



วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568

เรื่องเล่าจากห้องเรียเด็กพิเศษ (โดนครูรุม) ตอนที่ 2

 เรื่องเล่าจากห้องเรียนเด็กพิเศษ ตอนที่ 2

จากตอนที่ 1 ที่ครูประจำชั้นมาขอนัดคุยกับเรา + สามี ที่เรียกว่า 面談(Mendan = การพูดคุย ประชุม ปรึกษาหารือ ) ในช่วงนั้นครูประจำชั้นมาขอวันเวลาที่สามีว่าง 2 ครั้ง แล้วก็มีเอกสารจากทางโรงเรียนเรื่อง Mendan อีก  เท่ากับว่าช่วงนั้นมีคำว่าขอนัด Mendan ถึง 3 ครั้ง  😅 (เรางงมาก  ปกติก็จะแค่ 1 ครั้ง ก็คือมีจดหมายถามวันเวลาที่ผู้ปกครองสะดวก  เพื่อจะได้คุยกับครูประจำชั้นถึงพฤติกรรมในห้อง แนวทางการแก้ไข ผลการเรียน ฯลฯ)

ก็มาเล่าต่อยังอยู่ใน Mendan ครั้งที่ 1 อยู่ 

หัวหน้าครู : พูดมาเลยว่า ไม่ต้องให้เด็กพวกนี้เรียนหรอก  ควรเน้นเรื่องวิชาชีพ  เพราะถ้าผู้ปกครองไม่อยู่แล้วจะได้เลี้ยงตัวเองได้ (ก็ขอบคุณที่เป็นห่วง กลัวเด็กหางานทำไม่ได้ แต่วัยนี้ ป.5 ยังเป็นวัยเรียน (รู้) ไม่ใช่เหรอ  หัวหน้าครูคนนึ้เขาเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า แล้วยังยัดเยียดความคิดนี้ของตัวเองให้กับครูรุ่นใหม่ (อย่างครูประจำชั้น) อีก แล้วโรงเรียนนี้หัวหน้าครูคนเก่าทำไว้ดีมาก  ถึงขนาดมีผู้ปกครองย้ายบ้านมาเพื่อให้ลูกได้เรียนคลาสพิเศษที่โรงเรียนนี้  แต่ตอนนี้ (ลูกเขา ป.5 เพื่อนห้องเดียวกับลูกชาย) เขาก็ย้ายบ้านเพื่อย้ายไปโรงเรียนที่ใหม่แล้ว สาเหตุพวกเราก็คิดกันว่าเพราะแนวคิดของหัวหน้าครูคนใหม่นี้หรือเปล่า เลยย้ายออกไป 

(ที่ญี่ปุ่น ประถม กับ ม. ต้นจะให้เด็กเรียนใกล้บ้าน  ถ้าเจอโรงเรียนดี ถือว่าโชคดีมาก  แต่ถ้าอยากจะเปลี่ยนโรงเรียนก็คือต้องย้ายบ้าน จะเป็นวิธีที่ง่ายสุด  นอกจากจะมีเหตุผลอันสมควรจริง ๆ ถึงทำเรื่องขอย้ายเฉพาะโรงเรียนได้)

มาที่ครูวิทยาศาสตร์ (1ใน 3คน) ที่ย้ายมาจากโรงเรียนม.ต้น  : ครูเขาก็จะบอกว่าที่โรงเรียนม.ต้น ต้องทำอะไรบ้างอันดับแรกคือไปถึงเปลี่ยนชุดเป็นชุดพละ  ส่วนชุดนักเรียนต้องแขวนกับไม้แขวนเสื้อ  เก็บกระเป๋าเข้าล็อกเกอร์ของตัวเอง ต้องเก็บกระเป๋าเรียน กระเป๋าผ้า  แบบไม่ให้มีเชือกแง้มออกมาจากล็อกเกอร์  (แล้วเขาก็ดูห้องเรียนลูกเรา บอกมีผ่านแค่คนเดียวที่เก็บเรียบร้อย เป็นเด็กผู้หญิง)

แล้วก็พูดต่อว่า เด็กพิเศษจะต้องไปเรียนห้องรวมเด็กปกติ ไปเองกลับห้องเรียนตัวเองเอง  ถ้าเป็นกรณีลูกชายเราเท่าที่เขาดู ไม่น่าจะเรียนที่โรงเรียนม.ต้นได้ แล้วที่ว่าอนาคตที่เราอาจจะให้ลูกทำเกษตร เพราะตอนนี้เขามีชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับผักผลไม้  ครูคนนี้ก็บอกว่าจากที่ตอนเรียนกับเขา (เรียนวิชานี้กับเขานับครั้งได้ คือน้อยมาก) ครูเขาบอกว่า ดูแล้วลูกเราทำเกษตรไม่ได้หรอก  (ถ้าเป็นเพื่อน ๆผู้ปกครองฟังแล้ว รู้สึกกับครูประเภทนี้ยังไงคะ  ที่กำหนด สรุปเองเร็วไปหรือเปล่า นี่แค่เด็ก 11 ขวบ เอง ขนาดเราผู้ใหญ่ยังปลูกได้สำเร็จบ้าง เฉาบ้างเลย)

หลังจาก Mendan ครั้งที่ 1 นี้กับครู 3 คน  การบ้านลูกเราเปลี่ยนไปเลย (ลูกชายเราทำการบ้านป.4 มาแล้ว  บางเรื่องที่เขาไม่ถนัด  เช่นใช้ครึ่งวงกลมสร้างองศา  ใช้ไม้บรรทัดสามเหลี่ยม  ใช้วงเวียน  รูปทรง เขาไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ เราก็ไม่ได้เน้นอะไร ภาษาญี่ปุ่น ป.4 ก็ทำการบ้านได้อาจจะมีการอ่านที่ต้องอ่านด้วยกัน แต่มาดูการบ้านหลังจากวันนั้น ตามรูปด้านล่าง นี่ยังดีหน่อยมีให้เขียนคันจิ  ก่อนหน้าการบ้านครั้งนี้คือให้ตีเส้นสี่เหลี่ยม ให้เขียนตอบว่าชอบทานอะไร ชอบสัตว์อะไร  คือการบ้านเด็ก ป.1 อ่ะ เราจำได้เพราะคุ้น ๆ ว่าเคยทำกับลูกตอนเขาป.1 😅

เรารู้สึกผิดหวังกับครูประจำชั้นคนนี้มาก ๆ  ตอนเทอมแรก  เขาไม่ใช่แบบนี้ แนวคิดการพัฒนาเด็กดีกว่านี้ 

ตอนนี้เราก็คิดว่าเป็นการดีเหมือนกันที่การบ้านของโรงเรียนไม่เยอะ ไม่ยาก  เราก็จะได้มาสอนเอง  พัฒนาเอง เท่าที่จะทำได้  จากเมื่อก่อนค่อนข้างไว้ใจทางโรงเรียนมาก ๆ

จบเรื่องที่คุยกับครู 3 คนตอน Mendan ครั้งที่ 1 มีเรื่อง Mendan ครั้งที่ 2 อีกนะ  ขอเล่าต่อเป็นตอนที่ 3 นะคะ 

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ครูประจำชั้น ป.5 ขอนัดคุย ครั้งที่ 1 (โดนครูรุม)

 เรื่องเล่าจากห้องเรียนเด็กพิเศษตอนที่ 1 

มีวันนึงครูประจำชั้นลูกชาย ป.5 (เรียนคลาสเด็กพิเศษ) มาบอกว่าจะขอนัดคุยเกี่ยวกับเรื่อง โรงเรียน ม.ต้น  (รายละเอียดไม่ได้บอกอะไรมาก  เราก็โอเคเพราะอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับม.ต้นมากกว่านี้  เพราะอีกปี กว่า ๆ ลูกชายก็จะจบป. 6 แล้ว ) เราก็โอเคนัดวันเวลา โดยบอกสามีไปฟังด้วย 

วันนัดมาถึง ในห้องที่นัดคุย มีครูประจำชั้น  ครูหัวหน้าคลาสพิเศษ ครูวิชาวิทยาศาสตร์( ย้ายมาจาก รร ม. ต้น) มานั่งคุยด้วย  เรากับสามีงงมาก ทำไมครูเยอะจัง

เนื้อหาโดยสรุป คือ ครูหัวหน้าจะให้เราส่งลูกชายไปเรียนร.ร. สำหรับเด็กพิเศษโดยเฉพาะ (จะมีเด็กที่อาการระดับหนักมาก ๆ จนถึงปานกลาง) ซึ่งเรากับสามีคิดกันแล้วว่าจะให้เรียน ร.ร ม.ต้นปกติ แต่คลาสเด็กพิเศษ  ซึ่งครูบอกกับเราพ่อแม่ว่าลูกชายเราเหมาะกับที่โรงเรียนเฉพาะนั้นมากกว่า  เราก็งง ทำไมสรุปแบบนี้  ทั้งที่เด็กเขาก็สามารถพัฒนาได้ แต่อาจจะต้องใช้เวลา (ไม่ได้อวยลูกชายนะ  แต่เขาอาการไม่มาก คุณหมอประเมิน อยู่ Gray zone)

แล้วการบ้านที่เคยได้รับมาให้เขียนไดอารี่ประจำวัน การบ้านคัดคันจิ  เลข จากครูประจำชั้น  ครูหัวหน้าก็บอกว่าลูกชายเราเขียน ทำไม่ได้หรอก  ซึ่งความจริงแล้วเขาเคยเขียน เคยทำ การบ้านแบบนี้มาก่อนตอน ป.3 ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย  ตอนป.2 ป.3 ได้ครูประจำชั้นดีมาก ๆ  ครูเป็นตัวของตัวเอง  มีหลักการสอนที่โอเค เรื่องการเรียนลูกเราไม่มีปัญหาเลย  

พอเปลี่ยนมาเป็นครูหัวหน้าคนนี้  ประกอบกับเจอครูประจำชั้นคนใหม่ตอน ป.4 การเรียนแย่ลงมาก จากที่เคยทำอะไรได้  มีสมาธิ กลับแย่ลงมาก ๆ  เพราะครูป. 4 วัน ๆ ให้ดูแต่  Chome book ให้เหตุผลว่าแก้เด็กเครียด  

มา ป. 5 เปลี่ยนครูประจำชั้นใหม่  นึกว่าจะดีขึ้น  กลายเป็นครูประจำชั้นฟังแต่ครูหัวหน้าที่ดูถูกเด็กว่าเด็กพิเศษประเภทนี้ทำไม่ได้หรอก  ลูกเราก็สบายสิ ไม่ได้ให้ทำ ไม่ได้ให้ฝึกอะไร  เลยแย่ลงมาก ๆ แล้วมาถูกเหมือนยัดเยียดให้ไปโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษอีก  

ถึงขนาดไปนัดแนะครูโรงเรียนเฉพาะเด็กพิเศษมาให้เรา แต่มาบอกกว้าง ๆ ว่าจะขอคุยด้วย  ไม่ได้บอกว่าจะคุยกับใคร ที่ไหนยังไง  เราก็ตอบตกลงเพราะอย่างที่บอก  อยากรู้รายละเอียดของโรงเรียนม.ต้น ของญี่ปุ่นให้มากขึ้น  แต่…

(ขอเล่าต่อในบทความหน้านะคะ  เรื่องยาวค่ะ)

เรื่องเล่าจากห้องเรียนคลาสพิเศษ ว่าด้วยเรื่องครูจะให้ลูกเราไปเรียนโรงเรียนเฉพาะเด็กพิเศษ

เพราะเราเชื่อว่าลูกเรา (ถึงจะเป็นเด็กพิเศษ) สามารถพัฒนาได้  

เราเลยตั้งใจให้เข้าต่อม.ต้นที่โรงเรียนปกติ แต่คลาสห้องเรียนพิเศษเหมือนตอนประถม

แล้วเราก็บอกความตั้งใจนี้ให้กับครูประจำชั้นให้เขาได้รับรู้ไปแล้ว แต่...ครูประจำชั้นจะอะไรกับครอบครัวเราก็ไม่รู้ ตั้งแต่เดือนต.ค. ปีที่ผ่านมา (2025) ก็มาบอกว่าจะขอคุยเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนม.ต้น เราก็อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องโรงเรียนปกติอยู่แล้ว ก็เลยนัดสามี นัดวันเวลาที่สะดวก ปรากฏว่า พอถึงวันเวลาที่นัด พวกเราเข้าไปในห้อง มีครูมานั่งอยู่ด้วย 3 คน (หัวหน้าครู ครูประจำชั้น ครูที่ย้ายมาจากโรงเรียนม.ต้น)  สรุปใจความที่คุยกันวันนั้นก็คือหัวหน้าครูบอกว่า “ลูกเราไม่เหมาะที่จะเรียนม.ต้น ที่โรงเรียนปกติ ควรจะไปเรียนที่โรงเรียนเฉพาะ เพราะถ้าพวกเราไม่อยู่แล้วเขาจะดูแลตัวเองยังไง บลา ๆๆๆ”

และในช่วงเวลาเดือนนั้น  ครูประจำชั้นยังนัดเราว่าจะให้คุยกับครู (ตอนนั้นไม่รู้ว่าครูจากที่ไหน) แล้วก็ยื่นเอกสารมาให้กรอก แล้วก็บอกให้พวกเราเอาเอกสารนี้ไปในวันนั้นด้วย เราเปิดเอกสารดู เอ๊ะ แล้วก็ถามครูประจำชั้นว่า “นี่เป็นเอกสารการสมัครเรียนที่โรงเรียนเฉพาะหรือเปล่า” ครูบอกไม่ใช่ แต่ด้วยความที่คลุมเครือมาก สามีเราก็เลยไม่กรอกไป พอถึงวันที่นัด (ครั้งที่ 2) (นัดข้างบนครู 3 คน เป็นครั้งที่ 1) พวกเราก็ไปนะ แต่ไม่รู้สถานที่ เข้าใจว่าเป็นในโรงเรียน ก็เลยถามเพื่อความชัวร์กับครูประจำชั้น ครูก็บอกที่นี่ 16.30 น. พวกเราก็รอ แต่ไม่เห็นครู สรุปครูไปรอที่โรงเรียนเฉพาะแล้ว ก็เลยเกิดการคลาดเคลื่อนเรื่องสถานที่ เลยทำให้ไม่ได้คุยกับครูของโรงเรียนเฉพาะ ซึ่งเรารู้สึกโชคดีมาก ๆ ที่เกิดการคลาดเคลื่อนแบบนี้ เพราะเหมือนถูกมัดมือชกไปแล้วว่าลูกเราต้องเข้าเรียนที่นี่ มิหนำซ้ำเรื่องที่คลาดเคลื่อนเรื่องสถานที่นี้ ครูประจำชั้น หรือครูหัวหน้าก็ไม่รู้ เขียนรายงานให้กับผู้ใหญ่ฟังว่า 「พวกเราไม่ไปตามนัด」(พวกเรามารู้ทีหลัง เพราะมีเรื่องใหม่เกิดขึ้น จนทำให้เราไปปรึกษาศูนย์ที่ดูแลเรื่องเด็กไม่อยากไปโรงเรียน แล้วเขาบอกมา)  ทำให้ยิ่งรู้สึกหมดความเชื่อใจ หมดความเชื่อถือกับครูคลาสห้องเรียนพิเศษนี้ไปเลย

หลังจากนั้นวันนั้น ครูประจำชั้นก็เปลี่ยนการบ้านเป็นของระดับอนุบาล หรือของป.1 ให้ลูกชายเรา เราเห็นแบบนี้คิดเลยอยากให้ย้ายโรงเรียนมาก ๆ แต่ที่ญี่ปุ่นจะย้ายโรงเรียนต้องย้ายบ้าน (ระบบเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน) เงื่อนไขนี้ก็ยากอ่ะ เลยปรึกษาครูแนะแนวที่ให้คำปรึกษาเรื่องจิตวิทยาเด็กในโรงเรียน ว่าถ้าเป็นแบบนี้สามารถคุยกับใครได้บ้าง ครูแนะแนวก็แนะนำมา เราก็เลยขอนัดคุยกับรองครูใหญ่ ว่าครอบครัวเราถูกครู 3 คนนั้นมาพูดแบบนี้ ๆ เปลี่ยนการบ้านเป็นแบบนี้ ๆ  ใจจริงคิดอยากย้ายโรงเรียนด้วย แต่เป็นไปไม่ได้ สุดท้ายคุยกันที่การบ้านกลับมาเหมือนเดิมของตอนที่เคยทำตอนภาคเรียนที่ 1 (ก็คือของป.3-ป.4) ส่วนเรื่องจะเรียนต่อที่ไหน ครอบครัวเราก็บอกชัดเจนเลยว่าอยากจะให้ต่อโรงเรียนปกติ เขาเรียนได้หรือไม่ได้ก็อยากให้เขาได้ลองดู เพราะพวกเราเชื่อว่าลูกเราสามารถพัฒนาได้ แต่อาจจะใช้เวลานานกว่าเด็กคนอื่น ๆ

รองครูใหญ่เขาก็พูดดีนะว่า “ทางครูอาจจะเห็นว่าลูกเราเหมาะกับที่โรงเรียนเฉพาะ เลยเสนอไป แต่สุดท้ายการตัดสินใจก็คือผู้ปกครอง”  

สรุปเราก็ตั้งใจเหมือนเดิม คือให้ลูกชายเราต่อม.ต้น โรงเรียนปกติ อนาคตไม่มีใครรู้ สำหรับเราทำวันนี้ให้ดีที่สุด ถ้าสุดท้ายเขาเรียนไม่ได้ ไปต่อไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ก็รอให้ถึงวันนั้นก่อน

เล่ามาซะยาวเลย  ขอบคุณที่ติดตามนะคะ  🙏☺️