แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 自閉症スペクトラム障害 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 自閉症スペクトラム障害 แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569

เราจะรู้ได้ยังไงว่าลูกของเราเข้าข่ายเป็นออทิสติก (เข้าอนุบาล - ก่อนประถม)

 เราจะรู้ได้ยังไงว่าลูกของเรา #เข้าข่ายเป็นออทิสติก หรือเปล่า 

(จะรู้ว่าเป็นหรือไม่ สุดท้ายแล้วต้องให้คุณหมอเป็นผู้ประเมิน)

ช่วงเข้าอนุบาล ก่อนขึ้นประถม

ก่อน 4 ขวบ ก็เริ่มเข้าอนุบาล เริ่มไปอนุบาล ที่ห้องหนึ่งจะมีเพื่อนรุ่นเดียวกันเยอะขึ้น ประมาณ 20 – 30 คนต่อห้อง ยิ่งทำให้รู้เลยว่าลูกเราพัฒนาการช้ากว่าเด็กรุ่นเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด เช่น

-การปีนป่าย ที่อนุบาลจะมีชั่วโมงพละ ให้เด็ก ๆ ได้วิ่งกระโดดปีนสิ่งกีดขวาง เด็กคนอื่น ก็จะทำได้ ในขณะที่ลูกของเราต้องให้คุณครูช่วยให้ปีนได้ ท่าม้วนหน้าตอนนั้นก็ทำไม่เป็น ต้องให้คุณครูช่วย 

ประมาณว่าการออกกำลังกายที่ต้องใช้การทรงตัว เช่นนั่งชันเข่า ยืนขาเดียว จะไม่สามารถทำได้

-การจับดินสอ เขียนได้ แต่เขียนไม่อยู่ในกรอบ ไม่อยู่ในเส้น ระบายสีก็ไม่สามารถระบายอยู่ในเส้นได้ จะระบายนอกกรอบตลอด วาดรูปไม่เป็น ปั้นดินน้ำไม่เป็น พับกระดาษไม่เป็น 

-การจับช้อน ตะเกียบทานข้าว พอได้ แต่ไม่ถนัด ตอนนั้นจะจับช้อนแป๊ปเดียว ที่เหลือจะใช้มือทานข้าวซะมากกว่า

-การพับกระดาษ หรืองานประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่คุณครูให้ทำ เพือนคนอื่นจะทำกันเองได้ หรือถ้าจะให้ครูช่วยก็จะช่วยนิดเดียว สำหรับลูกเราคือต้องช่วยตั้นแต่ต้นจนจบ

-แต่ในเรื่องของความจำ ความจำดีมาก จำชื่อเพื่อน ชื่อครูได้หมดทุกคน (ตอนนั้นสามารถอ่าน Hiragana ได้แล้ว เพราะที่บ้านฝึกให้เขาอ่าน)

-ในส่วนของการช่วยเหลือตัวเอง การเข้าห้องน้ำ ทำได้ เพราะที่บ้านมีฝึกให้เขา เขาก็เลยไม่มีปัญหาตรงนี้ 

-การเปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่รองเท้า ถุงเท้า การติดกระดุมทำได้ เพราะที่บ้านฝึกเขาก่อนเข้าอนุบาล  แต่จะไม่คล่องเท่าไหร่ จะช้ากว่าเพื่อน 

-เริ่มไม่ชอบเสียงดัง เวลาเด็ก ๆ พูดพร้อมกัน เสียงเด็ก ๆ จะดังมาก ๆ เขาก็จะวิ่งออกไปนอกห้อง รอเพื่อน ๆ ทักทายคุณครูเสร็จก็กลับเข้าไปในห้อง มีความไวต่อเสียงมากกว่าเด็กคนอื่น ๆ

-ปัญหาเรื่องการกลัวพัดลม ก็ยังมีอยู่ แต่เริ่มอยุ่กับพัดลมได้ แต่ก็จะมองพัดลมอยู่เป็นระยะ ๆ 

-นั่งชิงช้าในสนามเด็กเล่นเองไม่เป็น ต้องให้เราจับแล้วก็ผลักให้ 

☆ไม่แน่ใจว่าก่อนเข้าอนุบาล หรือเข้าอนุบาลไปแล้ว จากปัญหาเรื่องที่เขาพูดช้า กลัวพัดลม ก็เลยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาทางอำเภอที่เขาดูแลเรื่องเด็กเล็ก ก็เลยเป็นที่มาของการให้ผู้เชี่ยวชาญมาทดสอบ สรุปว่าเป็น #ออทิสติกแบบสเปคตรัม เกรย์โซน แล้วก็เป็นที่มาของการได้รับการเข้าไปฝึกเรื่องพัฒนาการอย่าง OT (เน้นการออกกำลัง การฝึกกล้ามเนื้อ) 

ส่วน ST(เน้นเรื่องการฝึกพูด)ครูสอนคิวค่อนข้างเต็ม กว่าจะได้ส่วน ST ก็ขึ้นอนุบาล 3 เข้าไปแล้ว เท่ากับ ST พาไปฝึกได้ไม่ถึงปี

 ก่อนเข้าประถม (ก่อน 6 ขวบ) ทางญี่ปุ่นยังไม่ให้ยาในการรักษา ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร พอจะขึ้นป.1 จากที่เคยพาไปฝึกพัฒนาการ ก็ไม่สามารถพาไปฝึกได้แล้ว เขาออกเอกสารใบรับรอง (จม. แนะนำ) ให้ไปยื่นรักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งรอคิวนาน 3-6 เดือน (ณ ตอนนั้น) เห็นว่าตอนนี้รอเป็นปี เพราะเด็กที่เป็นเริ่มมีมากขึ้น ตั้งแต่ขึ้น ป.1  ก็เลยเริ่มการทานยา


เราจะรู้ได้ยังไงว่าลูกของเราเข้าข่ายเป็นออทิสติก (ก่อนเข้าอนุบาล)

 เราจะรู้ได้ยังไงว่าลูกของเรา #เข้าข่ายเป็นออทิสติก หรือเปล่า 

(จะรู้ว่าเป็นหรือไม่ สุดท้ายแล้วต้องให้คุณหมอเป็นผู้ประเมิน)

ในกรณีของลูกเรา ที่เราสังเกตแล้วเริ่มเอ๊ะ ก็คือ

ก่อนเข้าอนุบาล ประมาณตั้งแต่ 2 ขวบ จะเข้า 3 ขวบ 

-เริ่มมีปัญหากลัวพัดลม ไม่ยอมให้เปิดพัดลมที่บ้าน ไปข้างนอกที่ไหนมีพัดลมก็จะกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้ บางครั้งถึงขนาดร้องไห้ 

-ไม่ค่อยพูด พูดช้า พูดทวนคำพูดของอีกฝ่าย (เหมือนนกแก้ว)  สนทนาโต้ตอบไม่ได้ ถามไปก็เงียบ 

-ตอนนั้นมีเพื่อนรุ่นเดียวกันกับเขาที่เรียนพิเศษด้วยกัน ก็จะไม่ค่อยเล่นด้วย ไม่ค่อยเข้ากลุ่ม แต่นั่งรวมอยู่ในกลุ่มเพื่อนได้ แต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์

-ไม่ค่อยเลียนแบบท่าทาง คิดว่าน่าจะทำท่าไม่เป็น อย่างเช่น มีครูนำเต้นตามเพลง ก็จะไม่ทำตาม พอบอกให้ทำตามก็จะทำแต่ไม่สามารถทำท่าที่ครูสอนได้ถูกต้อง 

-เวลาเจอสิ่งเร้า เช่นป้ายตัวอักษรที่เป็นไฟ สี ๆ แล้วเคลื่อนไหวเปลี่ยนตัวอักษร หรืออะไรที่เขาเห็นแล้วตื่นเต้น จะก็กระโดด ๆ ดีใจ แล้วมีการสะบัด 2 มือไปด้วย 

-มีปัญหาเรื่องการทานอาหาร อาหารบางประเภทจะไม่ทานเลย เช่นของที่ดูหนึด ๆ อย่างนัตโตะ เจลลี่ 

-เวลาแปะสติ๊กเกอร์ก็จะแปะเรียงเป็นแถว ต่อบล็อกของเล่นก็จะต่อแบบเรียงเป็นแถว 

(มีต่อนะคะ ในช่วงเข้าอนุบาล - ก่อนประถม) 


วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568

放課後ディサービス (After School Program) ป.5 กิจกรรมครั้งที่ 1

 放課後ディサービス

(After School Program)

จะเป็นโปรแกรมสำหรับเด็กที่มีพัฒนาการช้า เข้ารับบริการตอนหลังเลิกเรียน (ชั้นประถมขึ้นไป) ของลูกเราจะเรียน 1 วัน/สัปดาห์  จะเรียนเยอะกว่านี้ก็ได้แล้วแต่เด็กกับผู้ปกครองตัดสินใจ 


พอขึ้นอนุบาล 3  ก็จะเริ่มหาที่เสริมพัฒนาการต่อเนื่องหลังจากที่ขึ้นชั้นประถม  ก็มาเจอที่นี่ ลูกเราใช้บริการมาตั้งแต่ ป.1  (ใช้บริการโปรแกรมแบบนี้ได้ตั้งแต่ ป.1 - ม.6)


ที่นี่ก็จะมีการปรึกษากับผู้ปกครองว่าต้องการให้เน้นพัฒนาด้านไหน  ของเราเน้นเรื่อง อยากให้สามารถพูดสื่อสาร โต้ตอบกับคนอื่นให้ได้มากกว่านี้ ทางครูผู้ฝึกจะแพลนการสอน  เป้าหมาย  ทุกครึ่งปีก็จะมีการประเมินและพูดคุยกับผู้ปกครองเพื่อรายงานถึงผลการฝึกพัฒนาการที่ผ่านมา  และเป้าหมายต่อไป  


หลังจากขึ้น ป.5 นอกจากวันธรรมดาที่ใช้บริการ  ก็มีวันเสาร์หรืออาทิตย์ หรือวันหยุดที่มีกิจกรรมให้เข้าร่วมด้วย


ครั้งที่ 1 ของปีนี้ก็คือการทำเนย  ผู้ปกครองไม่สามารถเข้าไปดูการทำกิจกรรมได้  แต่จากที่ถามลูกดูน่าจะสนุกอะนะ  เพราะมีให้ทานของที่ทำด้วย  ท่าทางน่าอร่อย ^^

 


วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564

放課後デイサービス (After School Program) ตอนป.1

 พอขึ้น ป.1 จากที่เคยพาไปที่โน้นที่นี่แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย ก็ต้องหาที่เรียนเสริมพัฒนาก่อนที่อื่นต่อ

ก็มาเจอที่นี่ เรียนอาทิตย์ละ 2 วัน 50 นาที ที่นี่จะเน้นเรื่องเรียน มีทำการฝีมือบ้าง 

ช่วงแรกตั้งแต่เดือน เม.ย. 21 ก็จะเรียนแบบตัวต่อตัว (ปกติที่นี่จะเน้นเรียนเป็นกลุ่ม) แต่เจ้าหนูยังไม่ชิน เลยต้องประกบตัวต่อตัวไปก่อน



วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เริ่มจากการที่เจ้าหนูไม่ชอบพัดลม เลยเป็นที่มาของการรู้ว่าเจ้าหนูเป็นเด็กพิเศษ

หลังจากที่เจ้าหนูไม่ชอบพัดลมมาตั้งแต่เด็ก คือตอนประมาณ 1 ขวบ ตอนที่บ้านมีการใช้พัดลม เจ้าหนูก็มักชอบมาปิดพัดลม ตอนนั้นก็คิดแค่ว่าน่าจะชอบเล่นกดปุ่ม เลยไม่ได้คิดอะไร พอมาเข้าหน้าร้อนตอนที่เจ้าหนู 2 ขวบ คราวนี้เห็นพัดลมเป็นร้องไห้ ไม่กล้าเข้าใกล้ ประกอบกับช่วงนั้นเจ้าหนูก็มีเรื่องพูดช้าถ้าเทียบ ๆ ดู ๆ จากเด็กที่รุ่นเดียวกัน
เราก็เลยคุยกับคุณซูเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือไปปรึกษาที่保険センタ (ต่อไปจะใช้คำว่า "ศูนย์") ศูนย์นี้ก็จะมีรับปรึกษาเรื่องลูก ไม่ว่าจะเรื่องการกินยาก เรื่องสุขภาพฯ
ซึ่งเราก็จำไม่ได้แล้วว่าโทรไปปรึกษาหรือว่าปรึกษาเรื่องการกินของเจ้าหนู เลยปรึกษาเรื่องพัดลมกับเรื่องภาษา ก็เลยเป็นที่มาของการที่เจ้าหน้าที่มาที่บ้าน (9 มิถุนายน 2017) แล้วก็ให้เอกสารที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กที่มีปัญหา อย่างที่เราพาไปร่วมกิจกรรมก็จะมี
- オリオン教室จัดทุกวันอังคาร (9.45 - จำไม่ได้ว่าถึงกี่โมง) เดือนละ 1 ครั้ง เราพาเจ้าหนูไปร่วมกิจกรรมครั้งแรกในวันที่ 13 มิถุนายน 2017 (เจ้าหนู 2 ขวบ 11 เดือนกว่า ๆ ) แต่เราอยู่ถึงแค่ 10.30 น. เพราะ 11.00 เจ้าหนูมีเรียนภาษาอังกฤษต่อ
เนื้อหาของกิจกรรมนี้ ตอนแรกก็จะมีให้เล่นของเล่นที่จัดวางไว้ มีให้กระโดดทะลัมโปะริง (แท่นฝึกกระโดด) บางวันก็จะมีกิจกรรมให้ใช้กรรไกรตัดกระดาษ แปะกาว ติดกระดุม พอถึงเวลาให้เก็บของเล่น ก็จะมีดีดเปียโนเป็นเพลงให้เด็ก ๆ เก็บของเล่น แล้วก็นั่งเป็นวงกลม เรียกชื่อเด็ก ให้เด็กตอบรับแล้วก็ยกมือ จากนั้นก็เป็นการให้แม่กับลูกเล่นเต้นตามเพลงเด็กของที่ญี่ปุ่น แต่ว่าตอนจบนี้เราก็จำไม่ค่อยได้แล้วเพราะไม่ค่อยได้อยู่ถึงจบ แต่เท่าที่จำได้ก็จะเป็นให้แม่กับลูกเล่นเต้นด้วยกันตามเพลง ช่วงท้ายก็ให้ช่วยกันเก็บพรม เก็บของ
เจ้าหนูมีความสุขอยากไปอีก แต่ว่าเราไปอีกครั้งที่ 2 ก็วันที่ 12 กันยายน 2017 แล้วก็ไม่ได้ไปแล้ว เพราะเขาให้เลือกที่ใดที่หนึ่ง คือเราก็พาเจ้าหนูไปเข้าร่วมกิจกรรมที่ 発達センター
แต่เจ้าหนูร้องอยากจะไปอีก เลยคุยกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ขอไปอีก เจ้าหน้าที่ใจดีอนุญาต เลยได้ไปอีก
ครั้งที่ 3 ในวันที่ 12 ธันวาคม 2017
ครั้งที่ 4 วันที่ 9 มกราคม 2018
ครั้งที่ 5 วันที่13 มีนาคม 2018 (ครั้งสุดท้าย เพราะกิจกรรมนี้ให้เด็กก่อนเข้าอนุบาล)

- 発達センターก็มารู้จักจากที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ให้เอกสารมา โทรติดต่อไปแล้วก็มีนัดพาเจ้าหนูไปสัมภาษณ์ ในวันที่ 19 มิถุนายน 2017 แล้วก็เริ่มเข้ากิจกรรม いちごひろば ครั้งแรกในวันที่ 7 กรกฏาคม 2017 (14.30-15.50)
ครั้งที่ 2 วันที่ 1 กันยายน 2017,
ครั้งที่ 3 29 กันยายน 2017
ครั้งที่ 4 10 พฤศจิกายน 2017
ครั้งที่ 5 1 ธันวาคม 2017
ครั้งที่ 6 2 กุมภาพันธ์ 2018
ครั้งที่ 7 11 พฤษภาคม 2018 (เจ้าหนูเข้าอนุบาลแล้ว)
ครั้งที่ 8  1 มิถุนายน 2018
ครั้งที่ 9 6 กรกฏาคม 2018
ครั้งที่ 10 7 กันยายน 2018
เนื้่อหาของกิจกรรมนี้ก็จะเน้นให้เด็กได้เล่น มีเล่นกับผู้ปกครอง เล่นกับอุปกรณ์ที่ทางนี้เตรียมไว้ให้
อย่างล่าสุดก็จะมีให้เล่นเป่าลูกโป่ง ติดลูกโป่ง นอนบนผ้าให้เจ้าหน้าที่ไกว
เป็นต้น