วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569

เด็กออทิสติกกับการดูหน้าจอ ตอนที่ 1

 #เด็กออทิสติกกับการดูหน้าจอ ตอนที่ 1

เล่าจากประสบการณ์ของลูกชายเรา ตอนเขาเด็ก ๆ ก็มีให้ดูหน้าจอเกี่ยวกับสื่อการสอนสำหรับทารก สำหรับเด็กเล็ก ที่เขาโฆษณาตามTV ของญี่ปุ่น แล้วพอเข้าอนุบาลก็มีให้ดู DVD ที่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ เพราะมีให้เรียนพิเศษภาษาอังกฤษตั้งแต่ 2 ขวบกว่า ๆ เขาก็จะมีหนังสือแล้วก็ CD DVD มาให้ ในช่วงที่ลูกชายยังอยู่อนุบาลก็ยังไม่เห็นถึงโทษของการดูจอเท่าไหร่ จนเข้าโรงเรียนประถม บวกกับช่วงนั้นก็จะมีคุณหมอที่เมืองไทยมีการพูดถึงว่าไม่ควรให้เด็กดูจอ โดยเฉพาะก่อน 2 ขวบ (แต่กว่าจะได้เห็นข้อมูลนี้ ลูกเราก็ 6-7 ขวบแล้ว) มีนึกโทษตัวเองเหมือนกันนะว่า หรือเป็นเพราะการดูจอตั้งแต่เล็ก (ขนาดไม่ได้ให้ดูทั้งวันนะ เพราะจำกัดเวลาไม่เคยเกิน 1 ชั่วโมง) ด้วยหรือเปล่า ถึงเป็นแบบนี้ แต่คิดไปก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว 

พอเข้า ป.1 ก็เลยขอความร่วมมือกับทางโรงเรียน (เพราะพอเข้าป.1 เด็กทุกคนจะมี Chromebook ที่โรงเรียนแจกให้คนละ 1 เครื่องใช้ถึง ป.6 เลย) ว่าอยากให้ลูกชายใช้เฉพาะวิชาที่จำเป็นจะต้องใช้จริง ๆ ครูประจำชั้นตอนนั้น ป.1- ป.3 ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีให้ใช้บ้างตอนต้องพรีเซ็นต์งาน ทำรายงาน และจะให้เอากลับมาชาร์จแบตที่บ้านก็เฉพาะวันศุกร์ แล้ววันจันทร์ก็เอาไปที่โรงเรียน ระหว่างที่ Chromebook อยู่ที่บ้านเราก็ไม่ได้ให้ใช้ 

ถึงคุณครูจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่รอบข้างเพื่อน ๆ แต่ละคนเหมือนจะดูแอพแดงกันเยอะพอสมควร ลูกชายเราก็เอาบ้าง ชั่วโมงเรียนที่จำเป็นต้องใช้ ก็ใช้เสียงในการค้นหา (ยังพิมพ์แป้นหาข้อมูลไม่เป็น) เพราะใช้เสียงในการค้นหานี่แหละ คุณครูเลยรู้ว่าแอบเล่นอยู่ ก็มีการตักเตือนกันไป

โทษของการดูจอยังไม่มีให้เห็นอย่างชัดเจน ตอนนั้นบอกหรือสอนอะไร อย่างตอนทำการบ้านก็ยังมีสมาธิในการทำอยู่

มาตอนป .4 นี่แหละ ที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้พฤติกรรมแย่ลงสุด ๆ  แล้วทำให้สมาธิไม่ดี เพราะเปลี่ยนครูประจำชั้นคนใหม่ แล้วครูคนนั้นไม่เคยมีประสบการณ์การสอนเด็กพิเศษ เราก็มีขอร้องเรื่องการใช้ Chromebook   เหมือนตอนป.1 - ป.3 ครูคนนั้นก็ฟังนะ แต่สุดท้ายตอนที่ทางโรงเรียนให้ผู้ปกครองมาดูการเรียนการสอน (มีทุกปี) เปิดเทอมไปได้เกือบ 2 เดือน เท่านั้นแหล่ะ เราไปก่อนเวลา เห็นเลยลูกเรานั่งเล่นคอมอยู่ แล้วเปิดหน้าจอที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน เลยรู้เลยว่าครูป.4 ไม่ได้ให้ความร่วมมือ แถมน่าจะให้ดูทั้งวันได้มั้ง เพราะตอนแรกลูกชายเราเอาสายชาร์จไปโรงเรียนเกือบทุกวัน เราก็ไม่ได้เอะใจอะไร มาหลัง ๆ เอาคอมกลับบ้านมาชาร์จทุกวันเลย เราลองเช็ค % ดู เช้า 100% กลับมาบ้านเหลือ 4% ตกใจมาก ให้ดูทั้งวันเลยเหรอ แล้วมาบอกพวกเราว่าลูกเราเรียนตามไม่ทันเพื่อน ควรให้ย้ายไปห้องเรียนพิเศษประเภทเด็กที่เรียนตามไม่ทัน (ตอนนั้นลูกเราเรียนห้องเรียนพิเศษเหมือนกันแต่เป็นประเภทเด็กที่เรียนได้แต่ควบคุมอารมณ์ไม่เป็น) 

เราเจอครูประจำชั้นป.4 คนนี้ให้เด็กดูคอม ก็ขอร้องครูนะว่าพยายามอย่าให้ดู ครูคนนั้นพูดมาว่า เป็นการช่วยลดความเครียดให้เด็ก ยังไงเขาก็จะให้ดู ถ้าไม่ให้ดูเด็กจะเครียด  คือครูไม่ฟังที่ผู้ปกครองขอร้อง ช่วงนั้นเรากลุ้มใจมาก ๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้  พอเจอพูดว่าควรย้ายประเภทห้องเรียน ด้วยความที่กลัวว่าป.5 จะเจอครูคนนี้อีก เราก็เลยตกลงให้ย้ายประเภทห้องเรียนตั้งแต่ป.5 (ที่ญี่ปุ่นจะย้ายห้องกลางคันไม่ได้ นอกเสียจากว่าย้ายบ้าน แล้วจะได้ย้ายโรงเรียน) 

ผลเป็นยังไงต่อ ติดตามในโพสต์ต่อไปนะคะ เพราะพิมพ์มายาวมาก (ขอบคุณที่ติดตามค่ะ) 

#MonchanJipatha

#เด็กพิเศษ

#ดูหน้าจอ

#ชีวิตในญี่ปุ่น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น