วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569

あいさつ名人 คนกล่าวคำทักทายสวัสดีในโรงเรียน



 วันศุกร์ที่ผ่านมา ครูประจำชั้นก็บอกมาว่าลูกชายได้รับเลือกเป็น あいさつ名人(あいさつめいじん) คือคนที่ต้องกล่าวคำทักทายสวัสดีในตอนเช้า “おはようございます“กับทุกคนที่เดินเข้าโรงเรียน ใช้เวลาประมาณ 10 นาที 

พอเด็ก ๆ เดินเข้าโรงเรียนหมดทุกคนแล้ว คนที่กล่าวคำทักทายก็จะแยกย้ายเข้าชั้นเรียนตัวเอง  ไม่ได้มีแค่ลูกชายคนเดียว มีเด็กคนอื่นด้วย น่าจะไม่เกิน 10 คน  ทางโรงเรียนรียนจะแจกเข็มกลัดให้มาติดที่หมวกสีเหลือง เป็นสัญลักษณ์ว่า ได้เป็นคนกล่าวคำทักทายในตอนเช้า 

จะทำ 1 อาทิตย์  ตอนแรกเราก็กังวลว่าลูกชายจะทำได้มั้ย  เพราะเขาไม่ชอบเสียงดัง  อย่างเสียงนี้เลย ที่เด็ก ๆ ทุกคนกล่าวคำทักทาย  คือทุกที่ที่มี เขาจะต้องถอยไปอยู่ให้ไกลหน่อย  พอทุกคนพูดทักทายเสร็จก็จะเดินกลับเข้ามา


วันนี้ตอนเช้าเราเลยส่องดู  ลูกชายเข้าประตูโรงเรียนปุ๊บ วางกระเป๋านักเรียนปั๊บ  แล้วก็วางสัมภาระที่ถือไป แล้วก็ไปยืนเรียงแถว  ตอนนั้นครูยังไม่ลงมา  เราตกใจ คือลูกชายสามารถทำเอง  โดยที่ไม่ต้องมีครูมาบอกว่า วันนี้ต้องทักทายนะ  วางกระเป๋าตรงนี้ ยืนตรงนี้  แต่คือลูกชายทำเองหมดเลย  เราดูจนจบ เด็ก ๆ แยกย้ายเข้าห้องเรียน  ถึงจะไม่ได้ยินเสียงลูกชายเท่าไหร่ แต่เขาสามารถอยู่ในแถว  ทนเสียงทักทายได้  สุดยอด  หลังเลิกเรียนจะชมเขาให้มาก  ๆ  เพราะเมื่อวานโมโหเขาไปหลายครั้งเหมือนกัน  😅



#あいさつ名人

#โรงเรียนประถมที่ญี่ปุ่น

#ชีวิตในญี่ปุ่น

#monchanjipatha

การปรับเปลี่ยนแถวที่เดินไปโรงเรียน (通学半編成(つうがくはんへんせい)) ของโรงเรียนประถมญี่ปุ่น

 เมื่อวานที่โรงเรียนคาบสุดท้ายมีการประชุมของเด็ก ๆเรื่องการปรับเปลี่ยนแถวที่เดินไปโรงเรียน (通学半編成(つうがくはんへんせい))

ในทุกปีก่อนที่จะจบการศึกษา ช่วงต้นเดือนมีนา ทางโรงเรียนจะประชุมกับเด็ก ๆ  เรื่องการจัดแถวเดินไปโรงเรียนใหม่  ส่วนใหญ่แล้วสมาชิกในแถวก็ไม่ค่อยเปลี่ยนจากเดิมมากนัก  แต่ถ้าสมาชิกในแถวพอพี่ป .6 (ปัจจุบันจบไปแล้ว) เหลือน้อย  ก็จะไปรวมกับแถวที่อยู่ใกล้เคียง

อย่างตอนลูกเราขึ้น ป.2 พี่ป.6 จบไป เหลือแค่พี่ ป.5 กับลูกชายตอนนั้นป.2 แค่ 2 คน ก็เลยไปรวมกับแถวใหม่  สถานที่ที่เป็นจุดรอก็เปลี่ยนไปจากเดิม  

มาปีปัจจุบัน แถวใหม่ที่จัดใหม่ ก็ใช้ตั้งแต่ตอนกลับจากโรงเรียนเมื่อวาน  จากเดิมพี่ ป.6 จะอยู่หัวแถว  ก็กลายเป็นอยู่หางแถว  แล้วหัวแถวก็เป็นเด็กที่เป็นรองหัวหน้าแถวปีปัจจุบัน ไปเป็นหัวหน้าแถวแทน  เหมือนเป็นการฝึกรองหัวหน้าแถวให้เป็นหัวหน้าแถวในขณะที่หัวหน้าแถวปัจจุบันยังไม่จบออกไป  สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือรองหัวหน้าแถวคนใหม่  ส่วนใหญ่ก็เลือกจากระดับชั้นที่รองจากหัวหน้าแถว  

班長(はんちょう) หัวหน้าแถว ส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก ป.6 หรือ ป.5

副班長(ふくはんちょう) รองหัวหน้าแถว (อยู่ท้ายแถว) ส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก ป.5 หรือ ป.4

วันไหนที่หัวหน้าแถวหยุด รองหัวหน้าแถวก็จะทำหน้าที่แทน

ส่วนลูกชาย ไม่ว่าจะปีไหนก็อยู่ท้ายแถว ไม่ใช่เพราะเป็นรองหัวหน้าแถวนะ  แต่เพราะเราขอให้อยู่ท้ายแถวเพราะเราก็เดินไปส่งด้วยทุกวัน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะได้เข้าไปรับมือได้ทัน 😄

#โรงเรียนประถมญี่ปุ่น

#ชีวิตในญี่ปุ่น

#monchanjipatha

#เด็กพิเศษ








วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ครูประจำชั้นคุยเรื่องการซ้อมพิธีจบการศึกษาของรุ่นพี่ป.6

 เมื่อวานครูประจำชั้นโทรมาบอกมีเรื่องอยากจะขอคุยด้วย

เป็นเรื่องที่เด็ก ป.5 ทุกคนต้องเข้าร่วมพิธีจบการศึกษาของพี่ป.6 แต่ที่ครูกังวลใจคือ เด็ก ๆ จะต้องนั่งแบบตัวตรง ไม่ส่งเสียง ถ้ามีการบอกสั่งให้ยืนก็ต้องยืนแบบทันทีพร้อมเพรียง  บอกสั่งให้นั่งก็ต้องนั่งพร้อมเพรียง ใช้เวลาทั้งหมด 2 ชั่วโมง  เราก็เพิ่งรู้ว่าพิธีจบการศึกษาประถมก็เป็นทางการมาก ๆ 

เราเคยมีประสบการณ์ตรงตอนเข้าร่วมพิธีปฐมนิเทศก่อนเข้าทำงานที่บริษัท อันนี้ทางการมาก ๆ แต่เพิ่งรู้ว่าที่ญี่ปุ่นฝึกแบบนี้ตั้งแต่ประถม  (ตอนจบอนุบาลคุณครูไม่เคยมาปรึกษาว่าควรให้ลูกชายทำยังไง) 😅

เรื่องที่ครูประจำชั้นกังวลคือ ใน 2 ชั่วโมงนี้ลูกชายเราสามารถทำได้หรือเปล่า เพราะดูจากปีที่แล้วครูบอกว่าเด็กป.5 คลาสเด็กพิเศษที่เข้าไปร่วมงานวุ่นวายมาก  เลยอยากให้เรามาดูการซ้อมของลูกชายในวันซ้อมพิธีจบ  จะได้รู้ว่าควรจัดการยังไงดี ส่วนตัวก็ไม่มีปัญหานะที่จะไปดูเพราะจะได้รู้ว่าพิธีเป็นยังไง  เพราะพอลูกชาย ป.6 ก็ต้องรับใบประกาศในพิธีจบเหมือนกัน  เตรียมความพร้อมตั้งแต่ป.5 ก็เป็นเรื่องดี  แต่จะให้มาดูทั้ง 4 วันคงเป็นไปไม่ได้  เพราะเราก็มีงานพิเศษเหมือนกัน 

ก็คุยกันจบที่ตรงนี้

มาเช้าวันนี้ (วันเสาร์) มีไลน์โทรมาจากครูประจำชั้น บอกยังไงก็ต้องคุยกับเราให้ได้ 

เพราะกลัวเราจะตีความเข้าใจว่า  ครูไม่อยากให้ลูกชายเข้าร่วมพิธีจบของเด็กป.6 🤔

เราเลยงง  ครูเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าเนี่ย  

สามีก็เลยคิดสรุปว่าสงสัยครูหัวหน้าคงกลัวว่าเราอาจจะเข้าใจผิดแล้วไปปรึกษาหน่วยงานที่ดูแลงานโรงเรียนประถม  เลยบอกให้ครูประจำชั้นโทรมาแน่เลย  

กลายเป็นเราเป็นคุณแม่จอมรายงานไปซะแล้ว  🤣

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569

เด็กออทิสติกกับการดูหน้าจอ ตอนที่ 1

 #เด็กออทิสติกกับการดูหน้าจอ ตอนที่ 1

เล่าจากประสบการณ์ของลูกชายเรา ตอนเขาเด็ก ๆ ก็มีให้ดูหน้าจอเกี่ยวกับสื่อการสอนสำหรับทารก สำหรับเด็กเล็ก ที่เขาโฆษณาตามTV ของญี่ปุ่น แล้วพอเข้าอนุบาลก็มีให้ดู DVD ที่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ เพราะมีให้เรียนพิเศษภาษาอังกฤษตั้งแต่ 2 ขวบกว่า ๆ เขาก็จะมีหนังสือแล้วก็ CD DVD มาให้ ในช่วงที่ลูกชายยังอยู่อนุบาลก็ยังไม่เห็นถึงโทษของการดูจอเท่าไหร่ จนเข้าโรงเรียนประถม บวกกับช่วงนั้นก็จะมีคุณหมอที่เมืองไทยมีการพูดถึงว่าไม่ควรให้เด็กดูจอ โดยเฉพาะก่อน 2 ขวบ (แต่กว่าจะได้เห็นข้อมูลนี้ ลูกเราก็ 6-7 ขวบแล้ว) มีนึกโทษตัวเองเหมือนกันนะว่า หรือเป็นเพราะการดูจอตั้งแต่เล็ก (ขนาดไม่ได้ให้ดูทั้งวันนะ เพราะจำกัดเวลาไม่เคยเกิน 1 ชั่วโมง) ด้วยหรือเปล่า ถึงเป็นแบบนี้ แต่คิดไปก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว 

พอเข้า ป.1 ก็เลยขอความร่วมมือกับทางโรงเรียน (เพราะพอเข้าป.1 เด็กทุกคนจะมี Chromebook ที่โรงเรียนแจกให้คนละ 1 เครื่องใช้ถึง ป.6 เลย) ว่าอยากให้ลูกชายใช้เฉพาะวิชาที่จำเป็นจะต้องใช้จริง ๆ ครูประจำชั้นตอนนั้น ป.1- ป.3 ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีให้ใช้บ้างตอนต้องพรีเซ็นต์งาน ทำรายงาน และจะให้เอากลับมาชาร์จแบตที่บ้านก็เฉพาะวันศุกร์ แล้ววันจันทร์ก็เอาไปที่โรงเรียน ระหว่างที่ Chromebook อยู่ที่บ้านเราก็ไม่ได้ให้ใช้ 

ถึงคุณครูจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่รอบข้างเพื่อน ๆ แต่ละคนเหมือนจะดูแอพแดงกันเยอะพอสมควร ลูกชายเราก็เอาบ้าง ชั่วโมงเรียนที่จำเป็นต้องใช้ ก็ใช้เสียงในการค้นหา (ยังพิมพ์แป้นหาข้อมูลไม่เป็น) เพราะใช้เสียงในการค้นหานี่แหละ คุณครูเลยรู้ว่าแอบเล่นอยู่ ก็มีการตักเตือนกันไป

โทษของการดูจอยังไม่มีให้เห็นอย่างชัดเจน ตอนนั้นบอกหรือสอนอะไร อย่างตอนทำการบ้านก็ยังมีสมาธิในการทำอยู่

มาตอนป .4 นี่แหละ ที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้พฤติกรรมแย่ลงสุด ๆ  แล้วทำให้สมาธิไม่ดี เพราะเปลี่ยนครูประจำชั้นคนใหม่ แล้วครูคนนั้นไม่เคยมีประสบการณ์การสอนเด็กพิเศษ เราก็มีขอร้องเรื่องการใช้ Chromebook   เหมือนตอนป.1 - ป.3 ครูคนนั้นก็ฟังนะ แต่สุดท้ายตอนที่ทางโรงเรียนให้ผู้ปกครองมาดูการเรียนการสอน (มีทุกปี) เปิดเทอมไปได้เกือบ 2 เดือน เท่านั้นแหล่ะ เราไปก่อนเวลา เห็นเลยลูกเรานั่งเล่นคอมอยู่ แล้วเปิดหน้าจอที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน เลยรู้เลยว่าครูป.4 ไม่ได้ให้ความร่วมมือ แถมน่าจะให้ดูทั้งวันได้มั้ง เพราะตอนแรกลูกชายเราเอาสายชาร์จไปโรงเรียนเกือบทุกวัน เราก็ไม่ได้เอะใจอะไร มาหลัง ๆ เอาคอมกลับบ้านมาชาร์จทุกวันเลย เราลองเช็ค % ดู เช้า 100% กลับมาบ้านเหลือ 4% ตกใจมาก ให้ดูทั้งวันเลยเหรอ แล้วมาบอกพวกเราว่าลูกเราเรียนตามไม่ทันเพื่อน ควรให้ย้ายไปห้องเรียนพิเศษประเภทเด็กที่เรียนตามไม่ทัน (ตอนนั้นลูกเราเรียนห้องเรียนพิเศษเหมือนกันแต่เป็นประเภทเด็กที่เรียนได้แต่ควบคุมอารมณ์ไม่เป็น) 

เราเจอครูประจำชั้นป.4 คนนี้ให้เด็กดูคอม ก็ขอร้องครูนะว่าพยายามอย่าให้ดู ครูคนนั้นพูดมาว่า เป็นการช่วยลดความเครียดให้เด็ก ยังไงเขาก็จะให้ดู ถ้าไม่ให้ดูเด็กจะเครียด  คือครูไม่ฟังที่ผู้ปกครองขอร้อง ช่วงนั้นเรากลุ้มใจมาก ๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้  พอเจอพูดว่าควรย้ายประเภทห้องเรียน ด้วยความที่กลัวว่าป.5 จะเจอครูคนนี้อีก เราก็เลยตกลงให้ย้ายประเภทห้องเรียนตั้งแต่ป.5 (ที่ญี่ปุ่นจะย้ายห้องกลางคันไม่ได้ นอกเสียจากว่าย้ายบ้าน แล้วจะได้ย้ายโรงเรียน) 

ผลเป็นยังไงต่อ ติดตามในโพสต์ต่อไปนะคะ เพราะพิมพ์มายาวมาก (ขอบคุณที่ติดตามค่ะ) 

#MonchanJipatha

#เด็กพิเศษ

#ดูหน้าจอ

#ชีวิตในญี่ปุ่น