วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

คุยกับคุณหมอที่เมืองไทย (รพ. สมิติเวช สุขุมวิท)

📌ครั้งแรกที่คุยกับคุณหมอที่เมืองไทยที่ดูเรื่องออทิสติก 1 ชั่วโมง คุยอะไรบ้าง ก่อนที่จะเจอคุณหมอ เราก็ส่งรายละเอียดคร่าว ๆ ถึงอาการของลูกชายให้คุณหมอทราบก่อน ทางอีเมล์ของทาง รพ. พอถึงวันนัดเจอ เราก็เอาเอกสารที่ส่งไปก่อนหน้านั้นติดไปด้วย สรุปคุณหมอก็ไล่ดูข้อมูลในวันนั้นพร้อมกัน 😅 เรื่องที่เราอยากจะคุยกับคุณหมอไทยมากที่สุดก็คือเรื่องของยา เพราะเรารู้สึกว่าลูกเราทานยาเยอะไปหรือเปล่า เคยขอคุณหมอที่ญี่ปุ่นให้ช่วยลด เขาก็ยังไม่ยอมลดให้ มีแต่จะเพิ่ม แล้วก็มาบอกเราว่า ยาไม่ใช่ตัวที่รักษาให้ดีขึ้นได้ (แต่ก็ไม่ยอมลด งงมาก ๆ) คุณหมอที่ไทย เขามีความคุ้นเคยกับยาของลูกเรามาก เพราะเด็กญี่ปุ่นที่อยู่เมืองไทยก็มาพบคุณหมอเยอะพอสมควร (เราตกใจเเหมือนกัน เด็กญี่ปุ่นที่ไทยที่เป็นออทิสติกก็เยอะเหรอ เพราะที่ญี่ปุ่นเอง รอคิวนานมาก ๆ กว่าจะได้รักษาที่นึง) ยาที่ลูกชายทานอยู่จะมี 1. Intuniv (คุณหมอที่ไทยบอกว่ายานี้มีแค่ที่ญี่ปุ่น เป็นยาช่วยเรื่องสมาธิสั้น) 2. Risperdal (เป็นยาเกี่ยวกับออทิสติก) 3. Melatobel (ยาตัวนี้ช่วยเรื่องการนอนให้หลับดีขึ้น) คุณหมอบอกยาตัวที่ 1 กับ 2ทานด้วยกัน ยิ่งทำให้น้ำหนักตัวยิ่งเพิ่มขึ้น ถ้าถามความเห็นหมอคือ อยากให้เปลี่ยนตัวที่ 1 เป็น Concerta แล้วเราก็ถามว่า ถ้าหมอที่ญี่ปุ่นไม่เปลี่ยนลดให้ เราสามารถลดหรืองดตัวไหนเองได้มั้ย คุณหมอที่เมืองไทยก็ตอบไม่ได้ เพราะเขาก็ไม่ใช่เจ้าของไข้ แต่บอกว่าอย่าลดหรืองดเอง ลองไปคุยกับหมอที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนยาตัวที่ 1 เป็น Concerta ดู หรือไม่ก็ Vyvanse เราก็จะลองมาคุยกับหมอที่ญี่ปุ่นในนัดที่จะถึง แต่คุยกับสามี สามีก็บอกว่าน่าจะยาก 😅 เราชอบมากเลยนะ ที่คุณหมอไทยบอกว่า ถ้าที่เมืองไทย เราจะไปหาหมอที่ไหนก็ได้ อยากเปลี่ยนหมอ เปลี่ยนรพ ก็ได้ อยากเปลี่ยนยา เพิ่มลดยาก็คุยกับหมอได้ ไม่เหมือนที่ญี่ปุ่น เปลี่ยนรพ. เปลี่ยนหมอค่อนข้างยุ่งยากมาก ต้องมีใบรับรองของหมอปัจจุบัน รอคิวที่ใหม่ แค่เรื่องเปลี่ยนหมอ เปลี่ยนยา พอคุยแล้ว แค่มีคนที่เข้าใจ เราก็รู้สึกดีใจมากแล้ว เหมือนได้ระบายออกแล้วมีคนเข้าใจ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถทำได้จริง ๆ ก็ตาม เราก็รู้สึกดีใจมากแล้ว 😀 โพสต์ต่อไป ก็ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับที่ไปคุยกับคุณหมอที่เมืองไทยอยู่ (ยาวเลย) ฝากติดตามด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

พาลูกชายไปทำบัตรคนพิการ (ออทิสติก) ที่เมืองไทย (Ep. 1)

 ก่อนหน้าที่จะพาลูกชายไปทำบัตรคนพิการ (ออทิสติก) ที่เมืองไทย เราก็คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะพาไปทำดีไหม ก็เลยลองหาข้อมูลของคนที่เคยพาไปว่ามีข้อดีข้อเสียของการทำเป็นยังไง เหมือนข้อดีจะมีเยอะกว่า ก็เลยตัดสินใจพาไปทำ เพราะที่ญี่ปุ่นลูกชายก็มีบัตรคล้าย ๆ กัน แต่ที่นี่ไม่ได้เรียกว่าบัตรคนพิการ

สิ่งแรกที่เราทำก็คือหาสถานที่ที่ทำบัตรคนพิการแบบเบ็ดเสร็จที่เราพอจะรู้จักชื่อ 

ก็จะมีรพ. ตากสิน 

รพ. กลาง 

รพ. เจริญกรุงประชารักษ์

มีอีกหลาย รพ. เลย แต่เราไม่ค่อยรู้จักชื่อ เราก็โทรไปสอบถามข้อมูลก่อน เรื่องแรกที่สอบถามก็คือ ลูกชายมีบัตรประชาชน มีชื่อในทะเบียนบ้าน แต่อาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นตลอด แบบนี้สามารถทำได้หรือไม่ 

คำตอบก็คือ สามารถทำได้ ขอให้มีบัตรประชาชน และมีชื่อในทะเบียนบ้าน ก็สามารถทำได้

หลักฐานที่เตรียมไปจากญี่ปุ่น

1. สำเนาบัตรประชาชนของลูกชาย และของแม่ผู้ดูแล

2. สำเนาทะเบียนบ้านของลูกชาย และของแม่ผู้ดูแล

3.  รูปถ่าย 1 รูป

4. สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากหน้าแรก (กรณีเรา เราใช้ของเราเอง ก็เลยจะต้องมีใบมอบอำนาจจากลูกชาย เอกสารใบมอบอำนาจทางรพ. มีให้กรอกที่นั้นเลย)

จากนั้นก็ต้องมีเอกสารรับรองความพิการ ออกโดยแพทย์ที่ประเมินเด็กของรพ. ที่ได้รับการรับรอง  คุณหมอที่เรานัดคิว เราเช็คแล้วว่าสามารถออกใบรับรองนี้ให้ได้ ชื่อคุณหมอ นันทกรณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา   รพ. สมิติเวช สุขุมวิท เราก็เลยพาลูกชายไปหาคุณหมอที่รพ. นี้ เพราะมีล่ามญี่ปุ่นให้ เพราะสุดท้ายคุณหมอจะต้องมีการพูดคุยกับลูกชายตัวต่อตัวด้วย เพื่อประเมินว่าอยู่ในระดับไหน


ที่ต้องระวังเลยคือ ต้องเช็คดี ๆ ว่าแต่ละโรงพยาบาลสามารถออกบัตรคนพิการได้เลยในวันไหน บางที่สามารถรับเอกสารได้ทุกวัน แต่ออกบัตรให้ได้แค่วันนี้ วันนี้

อย่างรพ. ตากสิน ประเมินและออกบัตรได้เลยในวันศุกร์

รพ. กลางประเมินและออกบัตรได้เลยในวันจันทร์

รพ. เจริญกรุงประชารักษ์วันพุธ

เป็นต้น

เรามีใบประเมินแล้วจากรพ. สมิติเวช ก็เลยไม่ต้องประเมินใหม่ เอกสารครบก็ออกบัตรได้เลย 

เราก็เลยแพลนไปเมืองไทยในช่วงที่กลับประจำทุกปีอยู่แล้ว กำหนดวันให้ตรงกับรพ. ที่เราจะไป ตอนแรกเราจะพาไปที่รพ. ตากสิน แต่ช่วงที่เราไปติดวันหยุดยาว แต่เรามีเวลาแค่ 8 วันที่อยู่เมืองไทย โทรศัพท์ไปหลายที่มาก สรุปสุดท้ายได้มาทำที่โรงพยาบาลกลาง

(มีต่อใน Ep ต่อไป)








วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569

ซ้อมแผ่นดินไหว ตอนที่ยังเรียนว่ายน้ำอยู่

 วันนี้ลูกชายมีเรียนว่ายน้ำ

แล้วปรากฏว่าเป็นวันซ้อม “ถ้าเกิดแผ่นดินไหว แต่ยังเรียนว่ายน้ำอยู่  ทั้งผู้ปกครอง และเด็กทำอย่างไร”

เราก็ลืมดูตารางเรียน ถ้าดูก็จะรู้แพลนว่าวันนี้ที่เรียนว่ายน้ำจะมีซ้อม จะได้บอกลูกชายให้เขาเตรียมตัว (เตรียมใจ) ไว้  เพราะเขาจะตกใจกับเสียงสัญญาณเตือนสีแดง กลัวเสียงนั้น

ก็เป็นไปตามคาด  พอสัญญาณไฟดัง  ลูกชายก็ร้องตกใจเสียงดังมาก ดีที่ไม่ตื่น พอเราเห็นแบบนี้ เรากลับรู้สึกว่า ไม่บอกให้เขารู้ล่วงหน้าว่ามีแพลนซ้อมดีกว่า  เพราะเมื่อครั้งก่อนเคยบอกล่วงหน้ากลับทำให้เขาพะวงอยู่ตลอดเวลา เมื่อไหร่เสียงจะดัง เมื่อไหร่เสียงจะดัง  ไม่มีสมาธิว่ายน้ำเลย 

สรุปคือไม่รู้แพลนล่วงหน้าดีกว่า ตกใจก็แค่ช่วงนั้นแป๊บเดียว  😄

แผนการซ้อมคือ ถ้าเกิดแผ่นดินไหวในขณะที่เรียนว่ายน้ำอยู่ ผู้ปกครองที่ดูการเรียนอยู่ด้านนอก ก็ให้เอาสัมภาระของตัวเองออกไปที่ลานจอดรถ  ส่วนเด็ก ๆ  โค้ชจะให้เด็ก ๆ เอากระดานว่ายน้ำวางบนหัว  แล้วให้นั่งยอง ๆ จากนั้นก็จะพาเด็ก ๆ ไปที่ลานจอดรถให้เจอกับผู้ปกครอง

ส่วนกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กที่ห้องล็อคเกอร์ โค้ชคนอื่น ๆ จะเป็นคนเอาไปให้ที่ลานจอดรถให้ 

การซ้อมวันนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี 😄







#ซ้อมแผ่นดินไหว

#ชีวิตในญี่ปุ่น

#แม่บ้านญี่ปุ่น

#monchanjipatha

梨(なし)

จำคันจิแบบเด็กญี่ปุ่น ป.4 

คันจิวันละตัว

4年生の漢字

意味(いみ):教科書(きょうかしょ)で使われている(つかわれている)意味です。


✴️梨 (訓:なし)


11画(かく)

き


🔸意味(いみ):くだもののなし


✴️練習(れんしゅう): 山梨県(やまなしけんの湖(みずうみ)


🌟 熟語(じゅくご):


梨の実(なしのみ)

梨畑(なしばたけ)

洋梨(ようなし)





#漢字

#ภาษาญี่ปุ่น

#monchanjipatha

ทางโรงเรียนให้เด็กป.6 ไปทำความสะอาดห้องเรียน เตรียมตัวเปิดเทอม

 วันนี้ 4/6 ที่โรงเรียนมีให้เด็กป.6 (ใหม่ทุกคน) ไปทำความสะอาดที่โรงเรียน (แต่ไม่รู้ว่าทำห้องไหนอะไรบ้าง) ประมาณชั่วโมงครึ่ง 

ภาษาญี่ปุ่นเรียก 「準備登校(じゅんびとうこう)」

สิ่งที่ให้เอาไปด้วย :

ถุงผ้า (てさげ)

กระติกน้ำ(水筒)

ผ้าขี้ริ้ว(ぞうきん)

รองเท้าใส่ในอาคาร(うわばき)

ทิชชูขนาดเล็ก(ティッシュ)

ผ้าเช็ดมือ(ハンカチ)

หมวกเหลือง(安全帽子)

ป้ายชื่อ(名札)

ลูกชายดูตื่นเต้นกับการไปโรงเรียนหรือเปล่าไม่รู้ ทานข้าวเสร็จล้างจานของตัวเอง  ทานวิตามิน แปรงฟัน (ปกติต้องคอยบอก) เตรียมชุด 

อีก 2 วันจะเปิดเทอมแล้ว 😁