แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรงเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรงเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

ไปดูงานซ้อมจบพิธีการศึกษาของพี่ป. 6

 📌วันแรกที่ไปดูการซ้อมพิธีจบการศึกษาของพี่ ป.6 โรงเรียนประถมที่ญี่ปุ่น

ลูกชายตอนนี้อยู่ ป.5 ตอนที่ไปดูการซ้อม (เราเป็นผู้ปกครองคนเดียวที่ครูประจำชั้นบอกให้มาช่วยดู (เหมือนได้สิทธิพิเศษ แต่ถ้าพูดอีกนัยนึงคือลูกชายเราไม่นิ่งที่สุด 😅) 

จะได้รู้ว่าควรจะแก้ไข เพิ่มเติมยังไงให้กับลูกชาย เพื่อที่จะได้ให้ลูกชายอยู่ในพิธีอย่างราบรื่น 

คาบแรกจะเป็นพี่ป.6 ซ้อม

คาบที่ 2 เด็ก ป.5 ซ้อม เราไปถึง สิ่งที่ตกใจคือครูให้เด็ก ป.5 ทุกคนถือเก้าอี้ของตัวเอง  แล้วเดินยกไปที่โรงยิม พอซ้อมเสร็จก็ยกกลับมาที่ห้องเรียน มีขึ้นลงบันได แต่เด็กทุกคนยกได้แบบชิว ๆ 😄

พอเริ่มซ้อม ครูตัวแทนก็พูดอธิบายว่านักเรียนป .5 จะเป็นตัวแทนของเด็กรุ่นน้องทุกคน เพื่อแสดงความยินดีกับพี่ ป.6  เพราะสถานที่เล็ก เลยไม่สามารถให้เด็กทุกชั้นเรียนเข้าร่วมได้ 

ต่อไปก็ซ้อมการโค้ง ซ้อมลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้แบบไม่ส่งเสียง แต่ให้พร้อมเพรียง นั่งให้พร้อมเพรียง  

ซ้อมพูด โดยจะมีเด็กคนหนึ่งเป็นต้นเสียง  หลังจากนั้นก็จะพูดพร้อมกัน “出発するのです。”

ค่อนข้างพูดยาว เราก็นึกว่าลูกชายมีพูดด้วย เพราะเขาพูดคำว่า ” go “ ออกมา  ถามครู 

ครูบอกลูกชายไม่มีบทพูด 😅 

เราเลยบอกลูกชายว่า ที่นี่เขาพูดญี่ปุ่นอย่างเดียว พอบอกไปลูกชายก็ไม่พูดแล้ว

จากที่เราดู ๆ ปัญหาของลูกชายคือจะมีพูดออกมาในขณะที่ทุกคนเงียบ มีหัวเราะอีก  นอกนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร  ลุกนั่งโค้งทำได้โอเค แต่โค้งอาจจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ 😅

ก่อนวันจริงหลังเหลืออีก 3 ครั้งในการซ้อม  เราไม่ได้ไปดูทุกวัน  ไปอีกทีก็วันซ้อมวันสุดท้าย 

ครูประจำชั้นจะขอครูใหญ่ให้เราเข้าร่วมวันจริงด้วย  เอาละสิ  ต้องไปหาชุดให้ดูสุภาพ  ครูบอกเออเนอะ เพราะผู้ปกครองป.6 ทุกคนจะแต่งตัวทางการกันมาก เพราะเป็นพิธีจบการศึกษาของลูกตัวเอง  ครูเลยบอกหาชุดโทนดำ ๆ เรากะจะใส่สูท  เดี๋ยวต้องไปซื้อก่อน ตัวเก่าเล็กไปแล้ว เพราะอ้วนขึ้น 😅

ตอนแรกก็คิดนะทำไมมีเราแค่คนเดียวที่เป็นผู้ปกครองเด็กป.5 เข้าร่วม  จะบอกว่าลูกเรามีปัญหา เท่าที่ดู ก็มีเด็กคนอื่นด้วยนี่น่า ทำไมไม่ให้ผู้ปกครองเด็กคนอื่นมาเข้าร่วมด้วย  แต่พอคิดอีกที ก็ดีเหมือนกัน ได้เข้าไปดูก่อนจะได้เตรียมตัวถูกในวันจริงของลูกชายปีหน้า 😄

รูปภาพ ดอกไม้เริ่มบาน  

กำลังจะจบปีการศึกษา

และกำลังจะเริ่มมีการศึกษาใหม่





#พิธีจบการศึกษา

#ชีวิตในญี่ปุ่น

#โรงเรียนประถมที่ญี่ปุ่น

#monchanjipatha


วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569

การปรับเปลี่ยนแถวที่เดินไปโรงเรียน (通学半編成(つうがくはんへんせい)) ของโรงเรียนประถมญี่ปุ่น

 เมื่อวานที่โรงเรียนคาบสุดท้ายมีการประชุมของเด็ก ๆเรื่องการปรับเปลี่ยนแถวที่เดินไปโรงเรียน (通学半編成(つうがくはんへんせい))

ในทุกปีก่อนที่จะจบการศึกษา ช่วงต้นเดือนมีนา ทางโรงเรียนจะประชุมกับเด็ก ๆ  เรื่องการจัดแถวเดินไปโรงเรียนใหม่  ส่วนใหญ่แล้วสมาชิกในแถวก็ไม่ค่อยเปลี่ยนจากเดิมมากนัก  แต่ถ้าสมาชิกในแถวพอพี่ป .6 (ปัจจุบันจบไปแล้ว) เหลือน้อย  ก็จะไปรวมกับแถวที่อยู่ใกล้เคียง

อย่างตอนลูกเราขึ้น ป.2 พี่ป.6 จบไป เหลือแค่พี่ ป.5 กับลูกชายตอนนั้นป.2 แค่ 2 คน ก็เลยไปรวมกับแถวใหม่  สถานที่ที่เป็นจุดรอก็เปลี่ยนไปจากเดิม  

มาปีปัจจุบัน แถวใหม่ที่จัดใหม่ ก็ใช้ตั้งแต่ตอนกลับจากโรงเรียนเมื่อวาน  จากเดิมพี่ ป.6 จะอยู่หัวแถว  ก็กลายเป็นอยู่หางแถว  แล้วหัวแถวก็เป็นเด็กที่เป็นรองหัวหน้าแถวปีปัจจุบัน ไปเป็นหัวหน้าแถวแทน  เหมือนเป็นการฝึกรองหัวหน้าแถวให้เป็นหัวหน้าแถวในขณะที่หัวหน้าแถวปัจจุบันยังไม่จบออกไป  สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือรองหัวหน้าแถวคนใหม่  ส่วนใหญ่ก็เลือกจากระดับชั้นที่รองจากหัวหน้าแถว  

班長(はんちょう) หัวหน้าแถว ส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก ป.6 หรือ ป.5

副班長(ふくはんちょう) รองหัวหน้าแถว (อยู่ท้ายแถว) ส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก ป.5 หรือ ป.4

วันไหนที่หัวหน้าแถวหยุด รองหัวหน้าแถวก็จะทำหน้าที่แทน

ส่วนลูกชาย ไม่ว่าจะปีไหนก็อยู่ท้ายแถว ไม่ใช่เพราะเป็นรองหัวหน้าแถวนะ  แต่เพราะเราขอให้อยู่ท้ายแถวเพราะเราก็เดินไปส่งด้วยทุกวัน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะได้เข้าไปรับมือได้ทัน 😄

#โรงเรียนประถมญี่ปุ่น

#ชีวิตในญี่ปุ่น

#monchanjipatha

#เด็กพิเศษ








วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ครูประจำชั้นคุยเรื่องการซ้อมพิธีจบการศึกษาของรุ่นพี่ป.6

 เมื่อวานครูประจำชั้นโทรมาบอกมีเรื่องอยากจะขอคุยด้วย

เป็นเรื่องที่เด็ก ป.5 ทุกคนต้องเข้าร่วมพิธีจบการศึกษาของพี่ป.6 แต่ที่ครูกังวลใจคือ เด็ก ๆ จะต้องนั่งแบบตัวตรง ไม่ส่งเสียง ถ้ามีการบอกสั่งให้ยืนก็ต้องยืนแบบทันทีพร้อมเพรียง  บอกสั่งให้นั่งก็ต้องนั่งพร้อมเพรียง ใช้เวลาทั้งหมด 2 ชั่วโมง  เราก็เพิ่งรู้ว่าพิธีจบการศึกษาประถมก็เป็นทางการมาก ๆ 

เราเคยมีประสบการณ์ตรงตอนเข้าร่วมพิธีปฐมนิเทศก่อนเข้าทำงานที่บริษัท อันนี้ทางการมาก ๆ แต่เพิ่งรู้ว่าที่ญี่ปุ่นฝึกแบบนี้ตั้งแต่ประถม  (ตอนจบอนุบาลคุณครูไม่เคยมาปรึกษาว่าควรให้ลูกชายทำยังไง) 😅

เรื่องที่ครูประจำชั้นกังวลคือ ใน 2 ชั่วโมงนี้ลูกชายเราสามารถทำได้หรือเปล่า เพราะดูจากปีที่แล้วครูบอกว่าเด็กป.5 คลาสเด็กพิเศษที่เข้าไปร่วมงานวุ่นวายมาก  เลยอยากให้เรามาดูการซ้อมของลูกชายในวันซ้อมพิธีจบ  จะได้รู้ว่าควรจัดการยังไงดี ส่วนตัวก็ไม่มีปัญหานะที่จะไปดูเพราะจะได้รู้ว่าพิธีเป็นยังไง  เพราะพอลูกชาย ป.6 ก็ต้องรับใบประกาศในพิธีจบเหมือนกัน  เตรียมความพร้อมตั้งแต่ป.5 ก็เป็นเรื่องดี  แต่จะให้มาดูทั้ง 4 วันคงเป็นไปไม่ได้  เพราะเราก็มีงานพิเศษเหมือนกัน 

ก็คุยกันจบที่ตรงนี้

มาเช้าวันนี้ (วันเสาร์) มีไลน์โทรมาจากครูประจำชั้น บอกยังไงก็ต้องคุยกับเราให้ได้ 

เพราะกลัวเราจะตีความเข้าใจว่า  ครูไม่อยากให้ลูกชายเข้าร่วมพิธีจบของเด็กป.6 🤔

เราเลยงง  ครูเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าเนี่ย  

สามีก็เลยคิดสรุปว่าสงสัยครูหัวหน้าคงกลัวว่าเราอาจจะเข้าใจผิดแล้วไปปรึกษาหน่วยงานที่ดูแลงานโรงเรียนประถม  เลยบอกให้ครูประจำชั้นโทรมาแน่เลย  

กลายเป็นเราเป็นคุณแม่จอมรายงานไปซะแล้ว  🤣

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568

เรื่องเล่าจากห้องเรียเด็กพิเศษ (โดนครูรุม) ตอนที่ 2

 เรื่องเล่าจากห้องเรียนเด็กพิเศษ ตอนที่ 2

จากตอนที่ 1 ที่ครูประจำชั้นมาขอนัดคุยกับเรา + สามี ที่เรียกว่า 面談(Mendan = การพูดคุย ประชุม ปรึกษาหารือ ) ในช่วงนั้นครูประจำชั้นมาขอวันเวลาที่สามีว่าง 2 ครั้ง แล้วก็มีเอกสารจากทางโรงเรียนเรื่อง Mendan อีก  เท่ากับว่าช่วงนั้นมีคำว่าขอนัด Mendan ถึง 3 ครั้ง  😅 (เรางงมาก  ปกติก็จะแค่ 1 ครั้ง ก็คือมีจดหมายถามวันเวลาที่ผู้ปกครองสะดวก  เพื่อจะได้คุยกับครูประจำชั้นถึงพฤติกรรมในห้อง แนวทางการแก้ไข ผลการเรียน ฯลฯ)

ก็มาเล่าต่อยังอยู่ใน Mendan ครั้งที่ 1 อยู่ 

หัวหน้าครู : พูดมาเลยว่า ไม่ต้องให้เด็กพวกนี้เรียนหรอก  ควรเน้นเรื่องวิชาชีพ  เพราะถ้าผู้ปกครองไม่อยู่แล้วจะได้เลี้ยงตัวเองได้ (ก็ขอบคุณที่เป็นห่วง กลัวเด็กหางานทำไม่ได้ แต่วัยนี้ ป.5 ยังเป็นวัยเรียน (รู้) ไม่ใช่เหรอ  หัวหน้าครูคนนึ้เขาเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า แล้วยังยัดเยียดความคิดนี้ของตัวเองให้กับครูรุ่นใหม่ (อย่างครูประจำชั้น) อีก แล้วโรงเรียนนี้หัวหน้าครูคนเก่าทำไว้ดีมาก  ถึงขนาดมีผู้ปกครองย้ายบ้านมาเพื่อให้ลูกได้เรียนคลาสพิเศษที่โรงเรียนนี้  แต่ตอนนี้ (ลูกเขา ป.5 เพื่อนห้องเดียวกับลูกชาย) เขาก็ย้ายบ้านเพื่อย้ายไปโรงเรียนที่ใหม่แล้ว สาเหตุพวกเราก็คิดกันว่าเพราะแนวคิดของหัวหน้าครูคนใหม่นี้หรือเปล่า เลยย้ายออกไป 

(ที่ญี่ปุ่น ประถม กับ ม. ต้นจะให้เด็กเรียนใกล้บ้าน  ถ้าเจอโรงเรียนดี ถือว่าโชคดีมาก  แต่ถ้าอยากจะเปลี่ยนโรงเรียนก็คือต้องย้ายบ้าน จะเป็นวิธีที่ง่ายสุด  นอกจากจะมีเหตุผลอันสมควรจริง ๆ ถึงทำเรื่องขอย้ายเฉพาะโรงเรียนได้)

มาที่ครูวิทยาศาสตร์ (1ใน 3คน) ที่ย้ายมาจากโรงเรียนม.ต้น  : ครูเขาก็จะบอกว่าที่โรงเรียนม.ต้น ต้องทำอะไรบ้างอันดับแรกคือไปถึงเปลี่ยนชุดเป็นชุดพละ  ส่วนชุดนักเรียนต้องแขวนกับไม้แขวนเสื้อ  เก็บกระเป๋าเข้าล็อกเกอร์ของตัวเอง ต้องเก็บกระเป๋าเรียน กระเป๋าผ้า  แบบไม่ให้มีเชือกแง้มออกมาจากล็อกเกอร์  (แล้วเขาก็ดูห้องเรียนลูกเรา บอกมีผ่านแค่คนเดียวที่เก็บเรียบร้อย เป็นเด็กผู้หญิง)

แล้วก็พูดต่อว่า เด็กพิเศษจะต้องไปเรียนห้องรวมเด็กปกติ ไปเองกลับห้องเรียนตัวเองเอง  ถ้าเป็นกรณีลูกชายเราเท่าที่เขาดู ไม่น่าจะเรียนที่โรงเรียนม.ต้นได้ แล้วที่ว่าอนาคตที่เราอาจจะให้ลูกทำเกษตร เพราะตอนนี้เขามีชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับผักผลไม้  ครูคนนี้ก็บอกว่าจากที่ตอนเรียนกับเขา (เรียนวิชานี้กับเขานับครั้งได้ คือน้อยมาก) ครูเขาบอกว่า ดูแล้วลูกเราทำเกษตรไม่ได้หรอก  (ถ้าเป็นเพื่อน ๆผู้ปกครองฟังแล้ว รู้สึกกับครูประเภทนี้ยังไงคะ  ที่กำหนด สรุปเองเร็วไปหรือเปล่า นี่แค่เด็ก 11 ขวบ เอง ขนาดเราผู้ใหญ่ยังปลูกได้สำเร็จบ้าง เฉาบ้างเลย)

หลังจาก Mendan ครั้งที่ 1 นี้กับครู 3 คน  การบ้านลูกเราเปลี่ยนไปเลย (ลูกชายเราทำการบ้านป.4 มาแล้ว  บางเรื่องที่เขาไม่ถนัด  เช่นใช้ครึ่งวงกลมสร้างองศา  ใช้ไม้บรรทัดสามเหลี่ยม  ใช้วงเวียน  รูปทรง เขาไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ เราก็ไม่ได้เน้นอะไร ภาษาญี่ปุ่น ป.4 ก็ทำการบ้านได้อาจจะมีการอ่านที่ต้องอ่านด้วยกัน แต่มาดูการบ้านหลังจากวันนั้น ตามรูปด้านล่าง นี่ยังดีหน่อยมีให้เขียนคันจิ  ก่อนหน้าการบ้านครั้งนี้คือให้ตีเส้นสี่เหลี่ยม ให้เขียนตอบว่าชอบทานอะไร ชอบสัตว์อะไร  คือการบ้านเด็ก ป.1 อ่ะ เราจำได้เพราะคุ้น ๆ ว่าเคยทำกับลูกตอนเขาป.1 😅

เรารู้สึกผิดหวังกับครูประจำชั้นคนนี้มาก ๆ  ตอนเทอมแรก  เขาไม่ใช่แบบนี้ แนวคิดการพัฒนาเด็กดีกว่านี้ 

ตอนนี้เราก็คิดว่าเป็นการดีเหมือนกันที่การบ้านของโรงเรียนไม่เยอะ ไม่ยาก  เราก็จะได้มาสอนเอง  พัฒนาเอง เท่าที่จะทำได้  จากเมื่อก่อนค่อนข้างไว้ใจทางโรงเรียนมาก ๆ

จบเรื่องที่คุยกับครู 3 คนตอน Mendan ครั้งที่ 1 มีเรื่อง Mendan ครั้งที่ 2 อีกนะ  ขอเล่าต่อเป็นตอนที่ 3 นะคะ 

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ครูประจำชั้น ป.5 ขอนัดคุย ครั้งที่ 1 (โดนครูรุม)

 เรื่องเล่าจากห้องเรียนเด็กพิเศษตอนที่ 1 

มีวันนึงครูประจำชั้นลูกชาย ป.5 (เรียนคลาสเด็กพิเศษ) มาบอกว่าจะขอนัดคุยเกี่ยวกับเรื่อง โรงเรียน ม.ต้น  (รายละเอียดไม่ได้บอกอะไรมาก  เราก็โอเคเพราะอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับม.ต้นมากกว่านี้  เพราะอีกปี กว่า ๆ ลูกชายก็จะจบป. 6 แล้ว ) เราก็โอเคนัดวันเวลา โดยบอกสามีไปฟังด้วย 

วันนัดมาถึง ในห้องที่นัดคุย มีครูประจำชั้น  ครูหัวหน้าคลาสพิเศษ ครูวิชาวิทยาศาสตร์( ย้ายมาจาก รร ม. ต้น) มานั่งคุยด้วย  เรากับสามีงงมาก ทำไมครูเยอะจัง

เนื้อหาโดยสรุป คือ ครูหัวหน้าจะให้เราส่งลูกชายไปเรียนร.ร. สำหรับเด็กพิเศษโดยเฉพาะ (จะมีเด็กที่อาการระดับหนักมาก ๆ จนถึงปานกลาง) ซึ่งเรากับสามีคิดกันแล้วว่าจะให้เรียน ร.ร ม.ต้นปกติ แต่คลาสเด็กพิเศษ  ซึ่งครูบอกกับเราพ่อแม่ว่าลูกชายเราเหมาะกับที่โรงเรียนเฉพาะนั้นมากกว่า  เราก็งง ทำไมสรุปแบบนี้  ทั้งที่เด็กเขาก็สามารถพัฒนาได้ แต่อาจจะต้องใช้เวลา (ไม่ได้อวยลูกชายนะ  แต่เขาอาการไม่มาก คุณหมอประเมิน อยู่ Gray zone)

แล้วการบ้านที่เคยได้รับมาให้เขียนไดอารี่ประจำวัน การบ้านคัดคันจิ  เลข จากครูประจำชั้น  ครูหัวหน้าก็บอกว่าลูกชายเราเขียน ทำไม่ได้หรอก  ซึ่งความจริงแล้วเขาเคยเขียน เคยทำ การบ้านแบบนี้มาก่อนตอน ป.3 ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย  ตอนป.2 ป.3 ได้ครูประจำชั้นดีมาก ๆ  ครูเป็นตัวของตัวเอง  มีหลักการสอนที่โอเค เรื่องการเรียนลูกเราไม่มีปัญหาเลย  

พอเปลี่ยนมาเป็นครูหัวหน้าคนนี้  ประกอบกับเจอครูประจำชั้นคนใหม่ตอน ป.4 การเรียนแย่ลงมาก จากที่เคยทำอะไรได้  มีสมาธิ กลับแย่ลงมาก ๆ  เพราะครูป. 4 วัน ๆ ให้ดูแต่  Chome book ให้เหตุผลว่าแก้เด็กเครียด  

มา ป. 5 เปลี่ยนครูประจำชั้นใหม่  นึกว่าจะดีขึ้น  กลายเป็นครูประจำชั้นฟังแต่ครูหัวหน้าที่ดูถูกเด็กว่าเด็กพิเศษประเภทนี้ทำไม่ได้หรอก  ลูกเราก็สบายสิ ไม่ได้ให้ทำ ไม่ได้ให้ฝึกอะไร  เลยแย่ลงมาก ๆ แล้วมาถูกเหมือนยัดเยียดให้ไปโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษอีก  

ถึงขนาดไปนัดแนะครูโรงเรียนเฉพาะเด็กพิเศษมาให้เรา แต่มาบอกกว้าง ๆ ว่าจะขอคุยด้วย  ไม่ได้บอกว่าจะคุยกับใคร ที่ไหนยังไง  เราก็ตอบตกลงเพราะอย่างที่บอก  อยากรู้รายละเอียดของโรงเรียนม.ต้น ของญี่ปุ่นให้มากขึ้น  แต่…

(ขอเล่าต่อในบทความหน้านะคะ  เรื่องยาวค่ะ)

เรื่องเล่าจากห้องเรียนคลาสพิเศษ ว่าด้วยเรื่องครูจะให้ลูกเราไปเรียนโรงเรียนเฉพาะเด็กพิเศษ

เพราะเราเชื่อว่าลูกเรา (ถึงจะเป็นเด็กพิเศษ) สามารถพัฒนาได้  

เราเลยตั้งใจให้เข้าต่อม.ต้นที่โรงเรียนปกติ แต่คลาสห้องเรียนพิเศษเหมือนตอนประถม

แล้วเราก็บอกความตั้งใจนี้ให้กับครูประจำชั้นให้เขาได้รับรู้ไปแล้ว แต่...ครูประจำชั้นจะอะไรกับครอบครัวเราก็ไม่รู้ ตั้งแต่เดือนต.ค. ปีที่ผ่านมา (2025) ก็มาบอกว่าจะขอคุยเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนม.ต้น เราก็อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องโรงเรียนปกติอยู่แล้ว ก็เลยนัดสามี นัดวันเวลาที่สะดวก ปรากฏว่า พอถึงวันเวลาที่นัด พวกเราเข้าไปในห้อง มีครูมานั่งอยู่ด้วย 3 คน (หัวหน้าครู ครูประจำชั้น ครูที่ย้ายมาจากโรงเรียนม.ต้น)  สรุปใจความที่คุยกันวันนั้นก็คือหัวหน้าครูบอกว่า “ลูกเราไม่เหมาะที่จะเรียนม.ต้น ที่โรงเรียนปกติ ควรจะไปเรียนที่โรงเรียนเฉพาะ เพราะถ้าพวกเราไม่อยู่แล้วเขาจะดูแลตัวเองยังไง บลา ๆๆๆ”

และในช่วงเวลาเดือนนั้น  ครูประจำชั้นยังนัดเราว่าจะให้คุยกับครู (ตอนนั้นไม่รู้ว่าครูจากที่ไหน) แล้วก็ยื่นเอกสารมาให้กรอก แล้วก็บอกให้พวกเราเอาเอกสารนี้ไปในวันนั้นด้วย เราเปิดเอกสารดู เอ๊ะ แล้วก็ถามครูประจำชั้นว่า “นี่เป็นเอกสารการสมัครเรียนที่โรงเรียนเฉพาะหรือเปล่า” ครูบอกไม่ใช่ แต่ด้วยความที่คลุมเครือมาก สามีเราก็เลยไม่กรอกไป พอถึงวันที่นัด (ครั้งที่ 2) (นัดข้างบนครู 3 คน เป็นครั้งที่ 1) พวกเราก็ไปนะ แต่ไม่รู้สถานที่ เข้าใจว่าเป็นในโรงเรียน ก็เลยถามเพื่อความชัวร์กับครูประจำชั้น ครูก็บอกที่นี่ 16.30 น. พวกเราก็รอ แต่ไม่เห็นครู สรุปครูไปรอที่โรงเรียนเฉพาะแล้ว ก็เลยเกิดการคลาดเคลื่อนเรื่องสถานที่ เลยทำให้ไม่ได้คุยกับครูของโรงเรียนเฉพาะ ซึ่งเรารู้สึกโชคดีมาก ๆ ที่เกิดการคลาดเคลื่อนแบบนี้ เพราะเหมือนถูกมัดมือชกไปแล้วว่าลูกเราต้องเข้าเรียนที่นี่ มิหนำซ้ำเรื่องที่คลาดเคลื่อนเรื่องสถานที่นี้ ครูประจำชั้น หรือครูหัวหน้าก็ไม่รู้ เขียนรายงานให้กับผู้ใหญ่ฟังว่า 「พวกเราไม่ไปตามนัด」(พวกเรามารู้ทีหลัง เพราะมีเรื่องใหม่เกิดขึ้น จนทำให้เราไปปรึกษาศูนย์ที่ดูแลเรื่องเด็กไม่อยากไปโรงเรียน แล้วเขาบอกมา)  ทำให้ยิ่งรู้สึกหมดความเชื่อใจ หมดความเชื่อถือกับครูคลาสห้องเรียนพิเศษนี้ไปเลย

หลังจากนั้นวันนั้น ครูประจำชั้นก็เปลี่ยนการบ้านเป็นของระดับอนุบาล หรือของป.1 ให้ลูกชายเรา เราเห็นแบบนี้คิดเลยอยากให้ย้ายโรงเรียนมาก ๆ แต่ที่ญี่ปุ่นจะย้ายโรงเรียนต้องย้ายบ้าน (ระบบเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน) เงื่อนไขนี้ก็ยากอ่ะ เลยปรึกษาครูแนะแนวที่ให้คำปรึกษาเรื่องจิตวิทยาเด็กในโรงเรียน ว่าถ้าเป็นแบบนี้สามารถคุยกับใครได้บ้าง ครูแนะแนวก็แนะนำมา เราก็เลยขอนัดคุยกับรองครูใหญ่ ว่าครอบครัวเราถูกครู 3 คนนั้นมาพูดแบบนี้ ๆ เปลี่ยนการบ้านเป็นแบบนี้ ๆ  ใจจริงคิดอยากย้ายโรงเรียนด้วย แต่เป็นไปไม่ได้ สุดท้ายคุยกันที่การบ้านกลับมาเหมือนเดิมของตอนที่เคยทำตอนภาคเรียนที่ 1 (ก็คือของป.3-ป.4) ส่วนเรื่องจะเรียนต่อที่ไหน ครอบครัวเราก็บอกชัดเจนเลยว่าอยากจะให้ต่อโรงเรียนปกติ เขาเรียนได้หรือไม่ได้ก็อยากให้เขาได้ลองดู เพราะพวกเราเชื่อว่าลูกเราสามารถพัฒนาได้ แต่อาจจะใช้เวลานานกว่าเด็กคนอื่น ๆ

รองครูใหญ่เขาก็พูดดีนะว่า “ทางครูอาจจะเห็นว่าลูกเราเหมาะกับที่โรงเรียนเฉพาะ เลยเสนอไป แต่สุดท้ายการตัดสินใจก็คือผู้ปกครอง”  

สรุปเราก็ตั้งใจเหมือนเดิม คือให้ลูกชายเราต่อม.ต้น โรงเรียนปกติ อนาคตไม่มีใครรู้ สำหรับเราทำวันนี้ให้ดีที่สุด ถ้าสุดท้ายเขาเรียนไม่ได้ ไปต่อไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ก็รอให้ถึงวันนั้นก่อน

เล่ามาซะยาวเลย  ขอบคุณที่ติดตามนะคะ  🙏☺️

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568

การซ้อมหนีภัยของเด็กที่ญี่ปุ่น (避難訓練)

เด็กนักเรียนที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ทางโรงเรียนก็จะมีให้ซ้อมหนีภัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้น แล้วต้องทำยังไง  สิ่งที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ ก็คือการซ้อมบ่อย ๆ นั่นเอง





วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568

เรื่องเล่าจากชั้นเรียนใหม่ (ชั้นเรียนของเด็กออทิสติก โรงเรียนประถมที่ญี่ปุ่น)

 เรื่องเล่าจากชั้นเรียนใหม่

ตั้งแต่ ป.1 -ป.4 ผมก็เรียนคลาส 情緒学級(เป็นคลาสสำหรับเด็กพิเศษที่เรียนวิชาการได้ แต่มีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ แต่อย่างที่หม่าม้าเคยพูดถึงครูประจำชั้น ป.4 ว่าเป็นยังไง  สรุป พอขึ้น ป.5 ผมก็เปลี่ยนมาเรียนคลาส 知的学級 (เป็นคลาสสำหรับเด็กพิเศษ ที่เรียนวิชาการไม่ทันเพื่อน แต่เรื่องการควบคุมอารมณ์ ไม่มีปัญหา) ตอนป.4 คุณครูประจำชั้นคนเก่าบอกหม่าม้าว่าควรให้ผมเปลี่ยนคลาส  ดูหม่าม้าป่ะป๊าก็ไม่ลังเลเลยที่จะเปลี่ยน เพราะถ้าขึ้น ป.5 แล้วต้องมาเจอเป็นครูประจำคนนี้อีก  ป่ะป๊าหม้าม้า ก็คงเครียดไปอีก 1 ปี ^^

ได้เจอครูประจำชั้นคนใหม่  หม่าม้าป่ะป๊าขอ 面談 (พูดปรึกษาหารือ) ตั้งแต่เปิดเทอมเลย  ( จริง ๆ 面談 จะเริ่มประมาณเดือน มิย.) คุณครูใจดี  หาเวลาให้ได้คุยกัน

เรื่องที่คุยกัน

 1. เรื่องนี้หม่าม้าขอร้องคุณครูเป็นอันดับแรกเลยก็คือการให้ใช้ Chromebook ขอให้ใช้เฉพาะการเรียนหรือที่จำเป็นเท่านั้น ไม่เอากลับบ้าน แต่มีการชาร์จ เลยกำหนดให้วันศุกร์นำกลับบ้านไปชาร์จ แล้ววันจันทร์นำมาโรงเรียน  คุณครูน่ารักมาก เห็นถึงปัญหาที่เกิดจากการให้ใช้  เลยเห็นด้วยกับผู้ปกครอง

2. เรื่องการไปเรียนร่วมกับคลาสเด็กปกติ  สรุปคือ คุณครูขอดูว่าผมเรียนเป็นยังไง  แล้วค่อยพิจารณาดูว่าวิชาไหนบ้างที่ไปเรียนรวมได้

3. เรื่องการไปค้างคืนตจว 1คืน  (ป.5 จะมีการไปค้างคืนตจว 1 คืน เรียก 林間学校) เรื่องนี้คุณครูค่อนข้างกังวลมาก  สรุปคือ ขอให้ผู้ปกครองไปค้างคืนด้วย แต่ที่พักหาเอง ไม่ใช่ที่เดียวกับเด็ก ๆ ให้ตามไปดูแลห่าง ๆ ถ้ามีปัญหาอะไร ก็จะได้มาได้ทันเวลา

จากการได้พูดคุยในวันนี้  รู้สึกโล่งอกไปเยอะมาก  ได้เจอครูประจำชั้นที่เป็นคุณครูสำหรับสอนเด็กพิเศษจริง ๆ 

ส่วนเรื่องการบ้าน แล้วแต่คุณครูเลย  การบ้านตั้งแต่เปิดเทอมมา  ทั้งหม่าม้า  ทั้งผมก็ไม่ค่อยเครียดเท่าไหร่ ไม่เยอะเกินไป  แล้วก็ไม่ยากจนเกินไป


รูปภาพ : การบ้านสำหรับเด็กพิเศษชั้น ป. 5 ช่วงเปิดเทอมใหม่ ๆ 












วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568

อุปกรณ์ที่เอาไปร.ร.วันแรก กับหนังสือเรียนชั้นป.5 ร.ร.ญี่ปุ่น คลาสเด็กออทิสติก

 วันแรกของการเปิดเทอม คลาสเรียนของเด็กออทิสติกก็มีให้เตรียมอุปกรณ์การเรียนไป  สิ่งที่เตรียมไปก็เหมือนคลาสเด็กปกติเลย  

ขากลับทางร.ร.ก็แจกหนังสือเรียนใส่มาในกระเป๋ารันโดะเซะรุ  อย่างหนักมาก  


รายการที่ทางร.ร.บอกมาว่าให้เตรียมอะไรไปบ้าง ใบนี้จะได้ตอนจบชั้นป.4 เพื่อให้ผุ้ปกครองช่วยเตรียม
















หนังสือเรียน



หนังสือเรียน


วิชาที่เพิ่มเติมจากชั้นป.4 วิชางานบ้านงานเรือน


เนื้อหาวิชางานบ้านงานเรือน


เนื้อหาวิชางานบ้านงานเรือน

เนื้อหาวิชางานบ้านงานเรือน
เนื้อหาวิชางานบ้านงานเรือน


เนื้อหาวิชางานบ้านงานเรือน



















วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568

ก่อนขึ้นป. 5 กับความในใจช่วงตอนป. 4

 พรุ่งนี้ 8 เมษา ลูกชายก็จะขึ้น ป.5 แล้ว เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก

จากการที่ลูกเรามีภาวะทางออทิสติก ซึ่งเรารู้ตั้งแต่ก่อนที่จะเข้าเรียนชั้นประถม  ก็เลยให้ลูกชายเรียนคลาสสำหรับเด็กพิเศษ (ที่นี่เขาจะเรียก 支援級(ชิเอ็งคิว) ก็คือตามตัวหนังสือเลย  จะเป็นคลาสที่เด็ก ๆ จะได้รับความช่วยเหลือทั้งเรื่องการเรียน การกีฬาหรือกิจกรรมต่าง ๆ)  

อย่างด้านจำนวนนักเรียนห้องนึงไม่เกิน 8 คน (อาจจะมีเด็กชั้นเดียวกัน หรือชั้นที่สูงกว่า  หรือชั้นที่เล็กกว่าปน ๆ กันไป) โดยคลาสสำหรับเด็กพิเศษ (支援級) ก็จะมีการแบ่งประเภทของเด็กอีก จะมี 2 ประเภท

 ประเภทที่หนึ่ง เรียก 情緒学級 (โจ้โฉะกักคิว) คลาสนี้จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการเรียน  แต่จะมีปัญหาอย่างเรื่องของการควบคุมอารมณ์ 

ประเภทที่สอง เรียก 知的学級 (จิเตคิกักคิว) 

คลาสนี้จะมีปัญหาในเรื่องการเรียน คือเรียนไม่ทันเพื่อน  

ตั้งแต่ป.1 - ป.3 ลูกเราเรียนคลาส 情緒学級 แต่พอตอนป.4 เปลี่ยนครูประจำชั้นคนใหม่ เท่านั้นแหละ ตอนมีนัดคุยกับผู้ปกครอง ครูป.4 บอกให้เราพิจารณาคลาส 知的学級  เพราะดูเหมือนลูกชายเราจะเรียนไม่ทันเพื่อน  

เรากับสามีไม่รอช้าเลย เปลี่ยนก็เปลี่ยน เพราะลูกเราคงไม่ถูกจริตกับครูคนใหม่นี้ การเรียนแย่ลง  สมาธิสั้นมากขึ้น  คือทุกอย่างแย่ลงกว่าตอน ป.3 มาก แล้วเราก็มารู้ภายหลังเพราะมีแอบไปรับลูกถึงห้องเรียนก่อนเวลา (เพราะต้องพาไปโรงพยาบาล) รู้เลยว่าครูให้เล่นโน้ตบุ๊ค (นักเรียนทุกคนจะมีกันคนละเครื่อง) 

แล้วไม่ได้ให้เล่นแป๊ปเดียวนะ  ลองถามลูก  ลูกบอกเล่นเกือบทั้งวัน แล้วน่าจะทุกวัน  โห นี่สินะที่มาของอาการแย่ลง

เลยขอครูว่าถ้าเป็นไปได้ ไม่อยากให้เล่นนอกเหนือจากที่ใช้เรียน  ครูตอบว่าถ้าไม่ให้เล่น  เด็กจะเครียด ครูเขายืนยันว่าจะยังคงให้เล่นต่อไปเพื่อไม่ให้เด็กเครียด นี่คือวิธีการของเขา

เรากับสามีคือทำอะไรไม่ได้ นอกจากอดทน 1 ปี  เพราะการย้ายคลาสต้องรอขึ้นชั้นถัดไปถึงย้ายได้ มีแม่คนญี่ปุ่นที่ลูกเขาอยู่คลาสเดียวกันกับลูกเราบอกเราว่าปีหน้าเขาจะย้ายโรงเรียนแล้วนะ  เหตุผลเราไม่กล้าถามนะ  แต่น่าจะมาจากครูประจำชั้นคนใหม่คนนี้ คิดว่านะ

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากังวลมากเลยกับชั้น ป.5 นี้ ก็คือครูประจำชั้น  เพราะถ้าเจอครูที่ดี ใส่ใจนักเรียนเด็กพิเศษ เด็กก็จะพัฒนาต่อไปอีกได้ แต่ถ้าเจอเหมือนตอนป.4 น่าสงสารเด็กมากอ่ะ  แทนที่จะได้รับการช่วยเหลือให้พัฒนาให้ดีขึ้นกลับแย่ลง แล้วเด็กโต ก็ค่อนข้างแก้ยากอยู่แล้ว

ขึ้นป.5 สิ่งที่เปลี่ยนแปลง

1. จาก情緒学級 เป็น 知的学級

2. เพื่อนร่วมชั้น 

3. ครูประจำชั้น

ก็ขอให้ลูกเราเจอครูที่เมตตา ต้องการพัฒนาเด็กให้ดีขึ้น แล้วก็ขอให้เจอเพื่อนร่วมชั้นที่เข้ากันได้ดีด้วยเทอญ 

ภาพด้านล่าง การบ้าน  งานประดิษฐ์ตอน ป.4 บางส่วน เก็บไว้เป็นความทรงจำ

แต่งานประดิษฐ์ครูผู้ช่วยเป็นคนทำซะส่วนใหญ่  ก็คงต้องทิ้งไป  เพราะไม่ใช่ฝีมือลูกตัวเอง













วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2567

เพิ่มความรู้ให้ตัวเอง สำหรับสอนการบ้านให้ลูก

 วันนี้พาลูกชายไปขึ้นรถไฟ ไปห้างแถว ๆบ้านก่อนกะว่าถ้ามีเวลา วันหยุด จะค่อย ๆ พาเขาไปที่ที่ไกลขึ้นหน่อย  อยากให้เขาฝึกการขึ้นรถไฟไปไหนเองได้  เพราะส่วนใหญ่เรากับสามีจะขับรถพาเขาไป  พอเขาจะขึ้นป.4 รู้สึกว่าจะต้อง เตรียมอะไรหลาย ๆอย่าง 

อาจจะเพราะมีเรื่องม.ต้นที่เคยไปฟัง  ฟังแล้วลูกเรายังทำอะไรเองไม่ได้เยอะมาก เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้เลยต้องพยายามฝึกลูกให้มากกว่านี้

วันนี้เข้าร้านหนังสือได้ 2 เล่มนี้มา ก่อนอื่นเราต้องอ่านเลย เพราะตอนนี้ป.3 ตอนสอนการบ้านลูก จะมีปัญหามาก  ตอน ป.1 ป.2 ยังไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่. พอตอนป.3 นี่แหละ. อธิบายศัพท์ไม่ถูก. ได้แต่เขียนวิธีการให้ แต่ลูกเราเขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี  เราเลยเริ่มหงุดหงิด  แล้วตามมาด้วยอารมณ์  สอนปนน้ำตา (ลูกชาย)   

ต่อไปเราคงต้องใจเย็นและศึกษาภาษาญี่ปุ่นให้มากกว่านี้








วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2567

ชุดของเด็ก ๆ (หญิง ชาย) ที่จะใส่ในวันปฐมนิเทศขึ้น ป.1 โรงเรียนประถมที่ญี่ปุ่น

ชุดของเด็ก ๆ (หญิง ชาย) ที่จะใส่ในวันปฐมนิเทศขึ้น ป.1 โรงเรียนประถมที่ญี่ปุ่นในเดือนเมษายน  ตอนนี้มีขาย น่ารักมาก ๆ ตอนลูกเราอนุบาล ไม่ได้ใส่ชุดแบบที่เขาขาย ทางโรงเรียนให้ใส่ชุดนักเรียนของโรงเรียนอนุบาลเลย แต่ตอนจะขึ้นป.1 ก็ไปหาซื้อชุดแบบนี้เหมือนกัน ลูกเราเป็นเด็กผู้ชาย ก็มีให้เลือกไม่เยอะเท่าไหร่ ก็คือใส่แบบสูท เลือกไม่ยากเลย แต่ของเด็กผู้หญิงน่ารัก ๆ ทั้งนั้นเลย เป็นเราก็คงเลือกไม่ถูกเหมือนกัน












 

วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567

่ชุดที่แม่แม่ใส่ตอนวันปฐมนิเทศที่โรงเรียนที่ญี่ปุ่น

 นี่ก็ใกล้จะปิดเทอมใหญ่กันแล้ว อย่างชั้นอนุบาล 3 ก็จะจบไปขึ้นป. 1  ชั้นป.6 ก็จะจบไปขึ้นชั้นม. ต้น

เด็กเข้าอนุบาล 1  กับเด็ก ป.1 (เอาจากประสบการณ์ตัวเองนะ) ก็จะไปเรียนในสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ เพื่อนใหม่ ผู้ปกครองแม่แม่ก็ต้องไปหาซื้อเสื้อผ้ามาใส่ในตอนที่ลูกจะขึ้น อ. 1  ขึ้น ป.1  

แล้วตอนจบ อ.3 เราก็ไปเสื้อแค่สูทที่สีออกเทา ๆ มาใส่ตอนลูกจบชั้น อ. 3  

ตอน อ.1 กับ ป.1 เป็นการเข้าเรียน เราเลยเลือกสูทแบบสีครีม ๆ อ่อน ๆ 

ตอนนี้ทางร้านก็ขายชุดที่ว่านี้เยอะมาก เราเลยเก็บมาฝากเผื่อเป็นแนวเล็ก ๆ น้อย ๆ นะคะ





วันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2564

หนังสือและอุปกรณ์การเรียนสำหรับเด็ก ป.1 ของโรงเรียนประถมที่ญี่ปุ่น

หนังสือเรียนและอุปกรณ์ที่ใช้ตอนป.1 
(อุปกรณ์บางตัวก็ใช้ตลอดไม่เฉพาะแค่ตอนป.1)

กล่องใส่อุปกรณ์ วางไว้ใต้โต๊ะเรียน










แผ่นรอง กล่อง ดินน้ำมัน




กล่องดิอสอ โรงเรียนกำหนดมาให้ประมาณนี้




ดินสอให้ใช้ 6B





แผ่นรองเขียน  






อุปกรณ์การเรียนก็จะเก็บใส่กล่องนี้ กล่องนี้จะเป็นเหมือนลิ้นชัก เพราะจะวางไว้ช่องด้านล่างของโต๊ะเรียน จะเอาไปตอนโรงเรียนเปิดเทอม แล้วก็ใช้จนกว่าจะปิดเทอม เอากลับมาบ้าน พอเปิดเทอมใหม่ก็จะเอาไปที่โรงเรียน