แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

พาลูกชายไปทำบัตรคนพิการ (ออทิสติก) ที่เมืองไทย (Ep. 1)

 ก่อนหน้าที่จะพาลูกชายไปทำบัตรคนพิการ (ออทิสติก) ที่เมืองไทย เราก็คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะพาไปทำดีไหม ก็เลยลองหาข้อมูลของคนที่เคยพาไปว่ามีข้อดีข้อเสียของการทำเป็นยังไง เหมือนข้อดีจะมีเยอะกว่า ก็เลยตัดสินใจพาไปทำ เพราะที่ญี่ปุ่นลูกชายก็มีบัตรคล้าย ๆ กัน แต่ที่นี่ไม่ได้เรียกว่าบัตรคนพิการ

สิ่งแรกที่เราทำก็คือหาสถานที่ที่ทำบัตรคนพิการแบบเบ็ดเสร็จที่เราพอจะรู้จักชื่อ 

ก็จะมีรพ. ตากสิน 

รพ. กลาง 

รพ. เจริญกรุงประชารักษ์

มีอีกหลาย รพ. เลย แต่เราไม่ค่อยรู้จักชื่อ เราก็โทรไปสอบถามข้อมูลก่อน เรื่องแรกที่สอบถามก็คือ ลูกชายมีบัตรประชาชน มีชื่อในทะเบียนบ้าน แต่อาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นตลอด แบบนี้สามารถทำได้หรือไม่ 

คำตอบก็คือ สามารถทำได้ ขอให้มีบัตรประชาชน และมีชื่อในทะเบียนบ้าน ก็สามารถทำได้

หลักฐานที่เตรียมไปจากญี่ปุ่น

1. สำเนาบัตรประชาชนของลูกชาย และของแม่ผู้ดูแล

2. สำเนาทะเบียนบ้านของลูกชาย และของแม่ผู้ดูแล

3.  รูปถ่าย 1 รูป

4. สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากหน้าแรก (กรณีเรา เราใช้ของเราเอง ก็เลยจะต้องมีใบมอบอำนาจจากลูกชาย เอกสารใบมอบอำนาจทางรพ. มีให้กรอกที่นั้นเลย)

จากนั้นก็ต้องมีเอกสารรับรองความพิการ ออกโดยแพทย์ที่ประเมินเด็กของรพ. ที่ได้รับการรับรอง  คุณหมอที่เรานัดคิว เราเช็คแล้วว่าสามารถออกใบรับรองนี้ให้ได้ ชื่อคุณหมอ นันทกรณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา   รพ. สมิติเวช สุขุมวิท เราก็เลยพาลูกชายไปหาคุณหมอที่รพ. นี้ เพราะมีล่ามญี่ปุ่นให้ เพราะสุดท้ายคุณหมอจะต้องมีการพูดคุยกับลูกชายตัวต่อตัวด้วย เพื่อประเมินว่าอยู่ในระดับไหน


ที่ต้องระวังเลยคือ ต้องเช็คดี ๆ ว่าแต่ละโรงพยาบาลสามารถออกบัตรคนพิการได้เลยในวันไหน บางที่สามารถรับเอกสารได้ทุกวัน แต่ออกบัตรให้ได้แค่วันนี้ วันนี้

อย่างรพ. ตากสิน ประเมินและออกบัตรได้เลยในวันศุกร์

รพ. กลางประเมินและออกบัตรได้เลยในวันจันทร์

รพ. เจริญกรุงประชารักษ์วันพุธ

เป็นต้น

เรามีใบประเมินแล้วจากรพ. สมิติเวช ก็เลยไม่ต้องประเมินใหม่ เอกสารครบก็ออกบัตรได้เลย 

เราก็เลยแพลนไปเมืองไทยในช่วงที่กลับประจำทุกปีอยู่แล้ว กำหนดวันให้ตรงกับรพ. ที่เราจะไป ตอนแรกเราจะพาไปที่รพ. ตากสิน แต่ช่วงที่เราไปติดวันหยุดยาว แต่เรามีเวลาแค่ 8 วันที่อยู่เมืองไทย โทรศัพท์ไปหลายที่มาก สรุปสุดท้ายได้มาทำที่โรงพยาบาลกลาง

(มีต่อใน Ep ต่อไป)








วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเกาหลี (มาม่าเกาหลี) มีขายทั้งที่ไทยกับทั้งที่ญี่ปุ่นเลย แต่หน้าปกอาจจะต่างกันเล็กน้อย

 ตอนที่กลับไปเมืองไทย  ได้ของจับสลากที่เล่นกันที่บ้าน เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเกาหลี ดูจากหน้าซอง ดูรสชาติไม่เคยเห็นมาก่อน  ไว้เดี๋ยวค่อยไปทำตอนกลับถึงญี่ปุ่น

พอไปเดินห้างผ่านร้านขายของจากต่างปท  เอ๊ะ  หน้าตาคุ้น ๆ  ที่ญี่ปุ่นก็มีขาย แต่หน้าตาซอง เหมือนจะต่างกันเล็กน้อย  มาดูราคา  แพงมาก  😱 961 เยน (ประมาณ 200 กว่าบาท) 

เราก็ไม่ได้ถามว่าที่เมืองไทยขายเท่าไหร่  

ลองทานซองสีชมพูก่อน (ไม่ถ่ายรูปหน้าซองไว้) สามีบอกเผ็ดมาก  🥵 สรุปเขาทานไม่หมด สำหรับตัวเรา เราก็ว่าเผ็ดนะ  เผ็ดแบบหวานนิด ๆ  ส่วนของลูกชาย ไม่ใส่ซอสสีแดง คือสำหรับเด็กไม่เผ็ดเลย  บอกอร่อยด้วย 😋

เราก็ว่าอร่อยดีเหมือนกัน แต่ไม่รู้ราคาขายทึ่เมืองไทย  ว่าจะถามๆ ที่บ้านก็ลืมถาม 555 

ส่วนซองสีเหลือง เดี๋ยวถ้าทานแล้วจะมารีวิวนะคะ

#แม่บ้านญี่ปุ่น

#บะหมี่กึ่งสําเร็จรูป

#มาม่าเกาหลี



มาม่าเกาหลีขายที่ญี่ปุ่น

มาม่าเกาหลีที่ได้รับจากเมืองไทย

ทำซองสีชมพู 

เครื่องปรุงของซองสีชมพู (เผ็ดมาก)






วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2567

ยาดมที่สามีคนญี่ปุ่นใช้ แล้วก็บอกว่าตื่นเลย ^^

 เราเป็นคนหนึ่งที่ใช้ยาดมเป็นประจำ เหนื่อยก็ใช้ อากาศร้อน หายใจไม่ออกก็ใช้ ง่วงนอนก็ใช้ ฯ ^^

สามีเราเป็นคนญี่ปุ่น ปกติเขาไม่ใช้อยู่แล้ว ก็มีใช้ตามเราบ้าง แต่ไม่บ่อย พอกลับไปเมืองไทยครั้งนี้ เหมือนเคยได้ยินว่ายาดมสมุนไพรนี้ลิซ่าก็ใช้ เราเลยไปซื่้อมาลองดมดู  แล้วก็ซื้อของตราเสือมาด้วย เพราะไม่เคยเห็น ใช้แล้วติดใจ โอเคมาก ๆ สามีก็ซื้อตามเรา  ก็มี 2 ยี่ห้อนี้แหละที่เขาใช้แล้วเขาบอกจะเอาไปใช้ที่ทำงานด้วย 555 เราก็ว่า 2 อันนี้โอเคดีนะ  เราชอบมาก ๆ ^0^





วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ของฝากจากญี่ปุ่น July 2024

กลับเมืองไทยครั้งนี้ รายการของฝากที่ฝากให้ซื้อจากคนในครอบครัว 



โฟมล้างหน้า

ขนม

ครีม โ่ลชั่น กันแดด

ชาเขียว

มาร์คหน้า

แปะแก้ปวด

เจลลี่

เจลลี่


ขนมแจกเด็ก ๆ 

สำหรับแลกของขวัญกัน

สำหรับแลกของขวัญกัน

สำหรับแลกของขวัญกัน

ของรางวัลสำหรับเล่นบิงโก

ของรางวัลสำหรับเล่นบิงโก

กางเกงเด็ก

 

วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2566

วันที่ผ่าตัดตา 2 ชั้น

 หลังจากโอนจ่ายเงินมัดจำไป 5000 บาท

ก็ถึงวันที่นัดผ่าตัด ทั้งตื่นเต้น ทั้งกลัว (กลัวว่าจะออกมาดีมั้ย ฯลฯ) 

เขาก็มีสัมภาษณ์เพื่อที่จะได้เอาไปรีวิวต่อ ซึ่งถ้าเรายินยอมให้เอาไปรีวิวต่อ ก็จะได้ราคาที่ถูกลงอีก (นิดนึง)

ก็สัมภาษณ์ ๆ จากนั้นก็ไปล้างหน้า  เจอคุณหมอ คุณหมอก็จะประเมินว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ที่เราทำก็จะมี

ตาสองชั้นกรีดยาว

แก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

จัดเรียงไขมันเบ้าตา/ร่องน้ำตา

ยกกระชับหางตา

Botox ฟิกซ์คิ้ว

ราคาทั้งหมด 72,000 บาท มัดจำแล้ว 5000 บาท ก็จ่ายส่วนที่เพิ่ม 67,000 บาท (โอนเงินสด เพราะถ้าจ่ายผ่านบัตรเครดิต จะต้องจ่าย 69,000 บาท)

พอจ่ายเงินเสร็จก็ถึงเวลา คือบอกตรง ๆ เจ็บ + กลัว คือคิดเลย ถ้าเรามีตาสวย ๆ ไม่มีปัญหาอะไรคือไม่อยากศัลยกรรมเลย มันกลัวมาก แล้วก็เสียวมาก

ถามว่าคุณหมอมือเบามั้ย ก็เบานะ แต่ด้วยความกลัวไง เพราะเกี่ยวกับตา การมองเห็นอ่ะ  เขาก็ใส่ยาชาให้นะ แต่จะรู้สึกตัวตลอด มีเสียงกริบ ๆ เสียงตัดอะไร มีกลิ่นไหม้ ๆ น่าจะทำอะไรตามวิธีการของคุณหมออ่ะนะ 

จาก 16.00 เสร็จทุกขั้นตอนรวมประคบเย็น + ฉีดโบท็อกซ์ จุดที่คุณหมอฉีดก็บริเวณหน้าผาก มีตรงข้าง ๆ แล้วก็กลางเลย (จุด 2 จุดเล็ก ๆ ที่กลางหน้าผากคือจุดที่ฉีด)   ก็ 18.00 ได้ 

หลังจากนั้นก็ไปถ่ายรูป สัมภาษณ์ความรู้สึก แล้วก็ลงไปรับยา + วิธีการดูแลตัวเอง แล้วก็ถุงยา แล้วคุณหมอก็บอกให้อัพรูปมาให้ดูทุกวัน 1 อาทิตย์

จากนั้นก็กลับโรงแรม เราจองโรงแรมที่เดินแค่ 5 นาทีถึง สะดวกมาก เพราะไม่อยากให้สามีกับลูกมารอเราที่คลีนิคนาน

หลังจากกลับมาที่โรงแรม  มีเลือดออกจากตา ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หรือเพราะเม็ดไฝที่คุณหมอตัดออกด้วย รีบถามทางเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่แนะนำให้รีบประคบเย็น แล้วเดี๋ยวเลือดก็จะหยุดไหล

คืออาการค่อยยังชั่วนะ แต่เจ้าลูกชายก็มาไม่สบาย อ๊วกอีก โกลาหลมาก สุดท้ายก็ต้อง Check out ออกจากโรงแรม เรียกรถพยาบาล ก็ออกไปทั้งหน้าตาแบบนี้แหล่ะ 555

วิธีดูแลตัวเอง ก็แจกเป็นเอกสารมาเลย











วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565

วิธีรักษาเบอร์มือถือของไทยไว้ + ไว้คอยรับ SMS จากไทยได้ด้วย

 จากคำแนะนำของเพื่อนเรื่องการรักษาเบอร์มือถือไทย + รับ SMS ของไทยได้ถึงแม้ว่าจะอยู่ที่ญี่ปุ่น ก็เลยทำให้คิดที่จะรักษาเบอร์ที่ซื้อที่สนามบิน แล้วครั้งนี้เบอร์ก็จำง่ายดี เลยตัดสินใจสอบถามเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์เพิ่มเติม 

เราใช้ของ AIS ขั้นตอนก็ไม่มีอะไร ก็คือเติมเงิน 10 บาท วันก็อยู่เพิ่ม 30 วัน ถ้าจะให้อยู่เป็นปี ก็เติม 10 บาท 12 ครั้ง ซิมเบอร์นั้นก็ใช้ได้ 30 * 12 = 360 วัน แล้วทำเรืองเปิดโรมมิ่ง กลับญี่ปุ่นก็จะรับ SMS ได้ แต่ถ้าใช้อินเตอร์เน็ทก็จะเสียเงิน เจ้าหน้าที่เลยบอกวิธีโทรปิดอินเตอร์เน็ทให้ พอมาไทยครั้งต่อไป ก็โทรไปเปิดอินเตอร์เน็ท (แต่วิธีนี้เราไม่ได้ใช้ ลืม)

เพื่อนก็แนะนำวิธีมาเพิ่มคือ ให้ 2 หน้าจอนี้เปิด - ปิด สลับกันตอนอยู่ญีปุ่นกับตอนมาไทย 

ก็เป็นอันว่ามีเบอร์ของไทยหล่ะ จำง่าย ถ้าถูกถามเบอร์ไม่ว่าจะติดต่อเรื่องอะไรก็สามารถบอกได้ทันที ที่ผ่านมาจำไม่ได้ เลยบอกเบอร์ของพี่ชายไป คือเป็นการรบกวนพี่ชายอย่างมาก เป็นการติดต่อเรื่องของตัวเองแท้ ๆ แต่กวนเขาตลอด

แล้วอีกอย่างคราวต่อ ๆ ไป ก็ไม่ต้องเสียเวลาซื้อซิมที่สนามบินแล้ว รอคิวนานมาก ๆ ที่สำคัญทำธุรกรรม ลงแอพของธนาคารได้ด้วย 

เครื่องในรูป ซัมซุง Galaxy A22







วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ไปเมืองไทย 27 ธ.ค.- 4 ม.ค. 2017

ช่วงที่กลับไทยช่วงนี้ ก็ไม่ค่อยได้ไปไหนสักเท่าไหร่ ก็จะมีแค่
ทำธุระส่วนตัว
นัดกินข้าวกับเพื่อน
มีไปร่วมทำบุญที่บ้านเด็กที่พิการ
จับสลากของขวัญกับที่บ้าน กินข้าวกับที่บ้าน มื้อนี้น้องสาวเป็นคนเลี้ยงเพราะได้เงินรางวัลจากการที่แข่งลดน้ำหนักภายในครอบครัว อิ่มกันทั่วหน้า อิอิ
แล้วก็ตัดเค้กวันเกิดคุณพ่อ ขอให้ท่านไม่เจ็บไม่จน อายุมั่นขวัญยืนตลอดไป
พาเจ้าหนูไปสวนสาธารณะสวนรถไฟ เจ้าหนูเหมือนจะชอบที่นี่มาก แต่เสียดายไปสายไปหน่อย กะว่าครั้งต่อไปจะไปอีก แล้วเช่าจักรยานขี่เล่นกัน

จากการมาไทยครั้งนี้เจ้าหนูก็เก็บรองเท้าเองแบบไม่ต้องพูดบอกเลย ประทับใจมาก เลยถ่ายเก็บเป็นที่ระลึก เรียงเองด้วย แต่พอกลับมาญี่ปุ่น เหมือนเดิมต้องพูดหลายครั้งมาก กว่าจะยอมถอด ยอมวางที่วางรองเท้า






วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ของขวัญจับสลากปีใหม่ 2016

ช่วงที่กลับไทย.ก็มีฉลองปีใหม่กับที่บ้าน.แล้วก็จะมีจับสลากกัน. ของก็.100บาทขึ้นไป. เจ้าหนูก็จับกับเขาด้วย. ครอบครัวเราเลยเตรียมของอันนี้

คุณซูจะเป็นรถ
เราจะเป็นกล่องของเล่นเสียบแล้วกระเด้ง
เจ้าหนูเป็นปากกาลบได้คิตตี้+โดราเอมอน


วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ต่อใบขับขี่ไทย 5ปี เป็น 5ปี

หลังจากที่ทำเรื่องเอาชื่อเจ้าหนูเข้าทะเบียนบ้านแล้ว ก็ทานข้าวกับที่บ้าน. เวลาพอมีก็เลยไปทำเรื่องใบขับขี่ด้วยเลย (ยื่นเรื่องได้ถึงบ่าย 2) เราไปที่ขนส่งบางขุนเทียนเพราะคนน่าจะน้อย  แต่เปล่าเลยก็เยอะนั่นแหละ
ไปถึงก็ยื่นบัตรประชาชนพร้อมสำเนา  และใบขับขี่ที่หมดอายุ (ใบขับขี่เราหมดอายุไปแล้ว.2เดือนกว่า )
จากนั้นรอคิวแล้วก็ไปนั่งรอเพื่อทดสอบ  ทดสอบก็ไม่มีอะไรมาก ทำตามที่เจ้าหน้าที่บอก แต่ก็แอบเสียว ๆ ตื่นเต้นเหมือนกัน  ไม่มีข้อเขียน  พอทดสอบเสร็จก็รอดูวีดีโอ. ตอนนี้แหละ เจ้าหนูเริ่มร้องไห้  คุณซูก็เอาไม่อยู่ เราเลยต้องพาเข้าห้องดูวีดีโอด้วย ตอนแรกเจ้าหน้าจะให้มาใหม่. เราเลยบอกอยู่ญี่ปุ่น  ดีคนในห้องช่วยบอกเจ้าหน้าที่ให้ว่าให้หยวน ๆ  สรุปคือนั่งดูกับเจ้าหนูด้วยเลย.1ชั่วโมงกว่า ๆนานมาก ><
จากนั้นรอถ่ายรูป  รับบัตร.ค่าทำ.605บาท

เอาชื่อเจ้าหนูเข้าทะเบียนบ้านที่ไทย (ต่อ)

ช่วงสิ้นปีก็มีกลับไทย แล้วก็ทำเรื่องเอาชื่อเจ้าหนูเข้าทะเบียนบ้านที่ไทยต่อจากครั้งที่แล้วที่ยื่นเอกสารไปเรียบร้อยแล้ว
ครั้งนี้ก็จะมีที่เอาไปเพิ่มเติมจะเป็นรูปถ่าย 1นิ้ว 6ใบ (จริงๆ ใช้ 5ใบ) เอกสารต้นฉบับทั้งหมด(เจ้าหน้าที่ดูแค่สูติบัตร.แต่เอาไปเผื่อดีที่สุด) แล้วต่อก็อปปี้แสตมป์ขาเข้าไทยของทั้งเราแล้วก็เจ้าหนู
ในครั้งนี้ก็ต้องพาเจ้าบ้าน (แม่เรา) พยาน (พ่อเรา) ไปด้วย. คุณซูไม่ต้องไปก็ได้
ไปถึงก็เซ็น ๆ เอกสาร  ใช้เวลาทั้งหมดเกือบ 2ชั่วโมงได้  แล้วก็ได้สำเนา "แบบการขอมีรายการบุคคลในเอกสารการทะเบียนราษฎรฯ" มา  เจ้าหน้าที่ให้แนบติดกับสูติบัตรเลย  แล้วก็ห้ามทำหาย เพราะต้องคัดใหม่  จากนั้นก็บอกว่าพอเจ้าหนูครบ 7ขวบให้ไปทำบัตรประชาชน

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ขึ้นเครื่องบินกลับญี่ปุ่นของเจ้าหนู (ณ 1 ขวบ 12 วัน)

ใช้ของ TG 642 ตอนเช็คอินก็มีถามเจ้าหน้าที่ว่าสามารถล็อกที่นั่งไม่ให้คนอื่นมานั่งด้วยได้มั้ย เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าเต็มหมด เจ้าหน้าที่เสนอเป็นที่แถวหน้าที่สามารถวางเปลนอนได้ ก็เลยเปลี่ยนมา แต่เอาเข้าจริง ๆ เปลนอนก็ใช้ไม่ได้ เพราะเจ้าหนูสูงเกิน 65 เซนแล้ว (แอร์มาถามส่วนสูง น้ำหนัก วันเกิด แล้วก็บอกว่าใช้เปลนอนไม่ได้ เพราะได้ถึง 65 เซน) แล้วทำไมเจ้าหน้าที่เช็คอินไม่บอกตอนนั้นเนอะ จะได้ไม่ต้องเปลี่ยน เพราะที่พักแขนก็ดึงขึ้นไม่ได้ เจ้าหนูก็เลยไม่ได้เหยียดขาเลย แต่จริงๆ พอเครื่องออก ที่นั่งว่าง แบบไม่มีคนนั่งเลยก็เหลืออยู่อ่ะ ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงบอกว่าเต็ม งง ดีที่ได้แอร์มาถามว่าจะย้ายมั้ย เลยช่วยให้คนที่นั่งกับพวกเราย้ายไปที่นั่งที่วาง ไม่งั้นก็นั่งเบียด ๆ กันไป
แล้วก่อนขึ้นเครื่อง ก็เป็นแบบต้องนั่งรถไปที่เครื่องบิน แล้วก็ขึ้นบันไดขึ้นเครื่อง เป็นประสบการณ์ครั้งแรกเลยที่ขึ้นเครื่องในลักษณะแบบนี้

ก่อนขึ้นเครื่องเจ้าหนูก็หลับอยู่แล้ว ก็เลยหลับยาวจนถึงญี่ปุ่นเลย แต่มีตื่นมากินนม 2 ครั้ง แล้วก็หลับต่อ
ข้าวเช้าบนเครื่องไม่ได้กินกันเลย เพราะหลับกันอยู่ คุณซูเลยไม่รับด้วยอีก 1 คน


วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ซื้อกระเป๋าตังค์เป็นเซ็ทคู่ ^0^

คุณซูอยากได้กระเป๋าตังค์ใหม่ + ของเราก็เก่าหนังเริ่มเสียหล่ะ ก็เลยซื้อด้วยเลย
ยี่ห้อนี้ก็ทนดีเหมือนกัน แต่ราคาแพงจากเดิมที่เคยซื้อมาเยอะเลย
ก็ได้รับส่วนลดเพราะคุณซูเป็นคนต่างชาติ 5 เปอร์
+ ใช้คะแนนในบัตรเครคิต ก็ได้รับส่วนลดเพิ่ม
สรุปลดไปเกือบพันบาท ดีใจจังเลย

ใบเล็ก 2,200 บาท
ใบใหญ่ 3,400 บาท
เหลือที่ต้องจ่าย 4,655 บาท



วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ขึ้นเครื่องบินไปไทยของเจ้าหนู (ณ 1 ขวบ + 4 วัน)

เครื่องบินที่เราใช้จะเป็นของการบินไทย TG 641 ก่อนหน้าที่เดินทางก็มีโทรไปถามเรื่องอาหารของเจ้าหนู เขาก็จะมีให้เลือกเป็นแบบขวด หรือไม่ก็เป็นเหมือนของผู้ใหญ่แต่สำหรับเด็ก เราเลยเลือกแบบชุดสำหรับเด็ก ปรากฏว่าเจ้าหนูยังกินไม่ได้ เพราะน่าจะเป็นของเด็กโตมากกว่า ดีที่เราเอาอาหารสำหรับเจ้าหนูติดกระเป๋าไปด้วย
ตอนที่มาเช็คอิน เจ้าหน้าที่บริการดีมาก มีการล็อกที่นั่งอีกที่ให้ด้วย (เป็นที่นั่ง 3 3 3) ก็สบายดีเจ้าหนูเลยได้นั่งเล่นบ้าง นอนแบบเหยียดขาเต็มที่ได้ 
ระยะเวลา 6 ชั่วโมงที่เดินทา่งไปไทย เจ้าหนูก็เล่น แล้วก็นอนหลับไปอีก 3 ชั่วโมง มีเปลี่ยนผ้าอ้อมในห้องน้ำ 2 ครั้ง คือตอนเครื่องบินขึ้น กับตอนจะถึงไทย
ของเล่นที่เอาไปก็จะไม่เชิงของเล่นอ่ะนะ ก็จะมีเทปกาว แว่นตา เชือก ถุงเท้า ก็โอเคนะ เจ้าหนูก็สนใจเล่นได้นานพอสมควร


วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ของฝากตอนกลับไทย ก.ค. 15 (2)

ของฝากที่เพิ่มเติม
จะมีไม้เท้าพับได้สำหรับแม่เรา + ถุง + ยางสำรอง




ป๊อกกี้ครอบครัวน้องชายฝากซื้อ บอกของญี่ปุ่นอร่อยกว่า


วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เตรียมของไปไทย (ก.ค. 15) สำหรับเจ้าหนู (เรื่องอาหาร)

ถึงเจ้าหนูจะเริ่มกินนู้นนี่ได้มากขึ้น แต่เราก็ยังกังวลอยู่ เพราะค้างที่โรงแรม ก็ไม่สะดวกในเรื่องการทำกับข้าว เลยไปซื้ออาหารสำเร็จรูปมา + ของว่างนิดหน่อย



หนักเหมือนกัน แต่ก็ต้องขนเอาไป เพื่อความอุ่นใจ


ของฝากตอนกลับไทย ก.ค. 15 (1)

หลังจากไม่ได้กลับไทย 1ปีครึ่ง ไม่รู้ว่าที่ไทยจะเปลี่ยนไปแค่ไหนเนอะ
ตอนนี้ก็ทยอยซื้อของฝากให้ที่บ้าน ให้เพื่อน แต่คงไม่ได้ฝากเยอะเท่าไหร่ เพราะต้องเผื่อที่กระเป๋าสำหรับของของเจ้าหนู

ตอนนี้ที่ซื้อมาแล้วก็จะมี
ของแม่

1. โลชั่น + แป้งทาหน้า



2. โฟมล้างหน้า



 3. โยโกะ ๆ ทาสำหรับปวดไหล่ ฯ


 4. ชาต่าง ๆ






5. วะคะเมะ + ซุปสำเร็จรูป




 ของพ่อ

1. เสื้อโปโล


 ของครอบครัวพี่ชาย พอดีเขาไม่ค่อยฝากซื้ออะไรมาก เลยน้อยเลย






ต่อมาครอบครัวน้องสาว นี่ก็ไม่ค่อยฝากซื้อเท่าไหร่ แต่เราซื้อให้เอง เพราะหลานรุ่น ๆ เดียวกับเจ้าหนูเลย เลยอยากซื้อให้ ^0^





 ต่อมาของครอบครัวน้องชาย นี่ฝากซื้อเยอะหน่อย



แม็กเน็ทติดตู้เย็นนี่ของแถมให้แต่ละครอบครัว






ขนมที่น้องชายฝากซื้อ แต่เราก็ซื้อมาเยอะหน่อย แจกครอบครัวอื่นด้วย
อย่างขนมนี้ น้องชายฝากซื้อตั้ง 100 ซอง เราก็จัดไป + 10 ซองสำหรับครอบครัวพี่ชาย + 10 ซองครอบครัวน้องสาว




ขนมห่อใหญ่นี้ก็น้องชายฝากอีกเช่นกัน เลยซื้ออีก 1 ห่อ สำหรับครอบครัวอื่นด้วย






ของฝากเพื่อนเรากับเพื่อนซู (กล่องแว่นตา เพราะเขาชอบหมีนี้มาก ๆ )





ของฝากลูกพี่ลูกน้อง พอดีเขาคลอดลูกก็เลยซื้อเป็นของขวัญ (ชุดจานชาม ตอนที่ต้องเริ่มอาหารเสริม, กับที่กันน้ำลายสำหรับเป้อุ้มเด็ก)




 ณ วันนี้ก็ซื้อมาเท่านี้ ถ้ามีเพิ่มเดี๋ยวต้องอัพเดท เพราะมาย้อนดูตอนหลัง ช่วยย้อนความทรงจำได้ดีทีเดียว  ^^