วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569

เด็กออทิสติกกับการดูหน้าจอ ตอนที่ 1

 #เด็กออทิสติกกับการดูหน้าจอ ตอนที่ 1

เล่าจากประสบการณ์ของลูกชายเรา ตอนเขาเด็ก ๆ ก็มีให้ดูหน้าจอเกี่ยวกับสื่อการสอนสำหรับทารก สำหรับเด็กเล็ก ที่เขาโฆษณาตามTV ของญี่ปุ่น แล้วพอเข้าอนุบาลก็มีให้ดู DVD ที่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ เพราะมีให้เรียนพิเศษภาษาอังกฤษตั้งแต่ 2 ขวบกว่า ๆ เขาก็จะมีหนังสือแล้วก็ CD DVD มาให้ ในช่วงที่ลูกชายยังอยู่อนุบาลก็ยังไม่เห็นถึงโทษของการดูจอเท่าไหร่ จนเข้าโรงเรียนประถม บวกกับช่วงนั้นก็จะมีคุณหมอที่เมืองไทยมีการพูดถึงว่าไม่ควรให้เด็กดูจอ โดยเฉพาะก่อน 2 ขวบ (แต่กว่าจะได้เห็นข้อมูลนี้ ลูกเราก็ 6-7 ขวบแล้ว) มีนึกโทษตัวเองเหมือนกันนะว่า หรือเป็นเพราะการดูจอตั้งแต่เล็ก (ขนาดไม่ได้ให้ดูทั้งวันนะ เพราะจำกัดเวลาไม่เคยเกิน 1 ชั่วโมง) ด้วยหรือเปล่า ถึงเป็นแบบนี้ แต่คิดไปก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว 

พอเข้า ป.1 ก็เลยขอความร่วมมือกับทางโรงเรียน (เพราะพอเข้าป.1 เด็กทุกคนจะมี Chromebook ที่โรงเรียนแจกให้คนละ 1 เครื่องใช้ถึง ป.6 เลย) ว่าอยากให้ลูกชายใช้เฉพาะวิชาที่จำเป็นจะต้องใช้จริง ๆ ครูประจำชั้นตอนนั้น ป.1- ป.3 ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีให้ใช้บ้างตอนต้องพรีเซ็นต์งาน ทำรายงาน และจะให้เอากลับมาชาร์จแบตที่บ้านก็เฉพาะวันศุกร์ แล้ววันจันทร์ก็เอาไปที่โรงเรียน ระหว่างที่ Chromebook อยู่ที่บ้านเราก็ไม่ได้ให้ใช้ 

ถึงคุณครูจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่รอบข้างเพื่อน ๆ แต่ละคนเหมือนจะดูแอพแดงกันเยอะพอสมควร ลูกชายเราก็เอาบ้าง ชั่วโมงเรียนที่จำเป็นต้องใช้ ก็ใช้เสียงในการค้นหา (ยังพิมพ์แป้นหาข้อมูลไม่เป็น) เพราะใช้เสียงในการค้นหานี่แหละ คุณครูเลยรู้ว่าแอบเล่นอยู่ ก็มีการตักเตือนกันไป

โทษของการดูจอยังไม่มีให้เห็นอย่างชัดเจน ตอนนั้นบอกหรือสอนอะไร อย่างตอนทำการบ้านก็ยังมีสมาธิในการทำอยู่

มาตอนป .4 นี่แหละ ที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้พฤติกรรมแย่ลงสุด ๆ  แล้วทำให้สมาธิไม่ดี เพราะเปลี่ยนครูประจำชั้นคนใหม่ แล้วครูคนนั้นไม่เคยมีประสบการณ์การสอนเด็กพิเศษ เราก็มีขอร้องเรื่องการใช้ Chromebook   เหมือนตอนป.1 - ป.3 ครูคนนั้นก็ฟังนะ แต่สุดท้ายตอนที่ทางโรงเรียนให้ผู้ปกครองมาดูการเรียนการสอน (มีทุกปี) เปิดเทอมไปได้เกือบ 2 เดือน เท่านั้นแหล่ะ เราไปก่อนเวลา เห็นเลยลูกเรานั่งเล่นคอมอยู่ แล้วเปิดหน้าจอที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน เลยรู้เลยว่าครูป.4 ไม่ได้ให้ความร่วมมือ แถมน่าจะให้ดูทั้งวันได้มั้ง เพราะตอนแรกลูกชายเราเอาสายชาร์จไปโรงเรียนเกือบทุกวัน เราก็ไม่ได้เอะใจอะไร มาหลัง ๆ เอาคอมกลับบ้านมาชาร์จทุกวันเลย เราลองเช็ค % ดู เช้า 100% กลับมาบ้านเหลือ 4% ตกใจมาก ให้ดูทั้งวันเลยเหรอ แล้วมาบอกพวกเราว่าลูกเราเรียนตามไม่ทันเพื่อน ควรให้ย้ายไปห้องเรียนพิเศษประเภทเด็กที่เรียนตามไม่ทัน (ตอนนั้นลูกเราเรียนห้องเรียนพิเศษเหมือนกันแต่เป็นประเภทเด็กที่เรียนได้แต่ควบคุมอารมณ์ไม่เป็น) 

เราเจอครูประจำชั้นป.4 คนนี้ให้เด็กดูคอม ก็ขอร้องครูนะว่าพยายามอย่าให้ดู ครูคนนั้นพูดมาว่า เป็นการช่วยลดความเครียดให้เด็ก ยังไงเขาก็จะให้ดู ถ้าไม่ให้ดูเด็กจะเครียด  คือครูไม่ฟังที่ผู้ปกครองขอร้อง ช่วงนั้นเรากลุ้มใจมาก ๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้  พอเจอพูดว่าควรย้ายประเภทห้องเรียน ด้วยความที่กลัวว่าป.5 จะเจอครูคนนี้อีก เราก็เลยตกลงให้ย้ายประเภทห้องเรียนตั้งแต่ป.5 (ที่ญี่ปุ่นจะย้ายห้องกลางคันไม่ได้ นอกเสียจากว่าย้ายบ้าน แล้วจะได้ย้ายโรงเรียน) 

ผลเป็นยังไงต่อ ติดตามในโพสต์ต่อไปนะคะ เพราะพิมพ์มายาวมาก (ขอบคุณที่ติดตามค่ะ) 

#MonchanJipatha

#เด็กพิเศษ

#ดูหน้าจอ

#ชีวิตในญี่ปุ่น

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569

เราจะรู้ได้ยังไงว่าลูกของเราเข้าข่ายเป็นออทิสติก (เข้าอนุบาล - ก่อนประถม)

 เราจะรู้ได้ยังไงว่าลูกของเรา #เข้าข่ายเป็นออทิสติก หรือเปล่า 

(จะรู้ว่าเป็นหรือไม่ สุดท้ายแล้วต้องให้คุณหมอเป็นผู้ประเมิน)

ช่วงเข้าอนุบาล ก่อนขึ้นประถม

ก่อน 4 ขวบ ก็เริ่มเข้าอนุบาล เริ่มไปอนุบาล ที่ห้องหนึ่งจะมีเพื่อนรุ่นเดียวกันเยอะขึ้น ประมาณ 20 – 30 คนต่อห้อง ยิ่งทำให้รู้เลยว่าลูกเราพัฒนาการช้ากว่าเด็กรุ่นเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด เช่น

-การปีนป่าย ที่อนุบาลจะมีชั่วโมงพละ ให้เด็ก ๆ ได้วิ่งกระโดดปีนสิ่งกีดขวาง เด็กคนอื่น ก็จะทำได้ ในขณะที่ลูกของเราต้องให้คุณครูช่วยให้ปีนได้ ท่าม้วนหน้าตอนนั้นก็ทำไม่เป็น ต้องให้คุณครูช่วย 

ประมาณว่าการออกกำลังกายที่ต้องใช้การทรงตัว เช่นนั่งชันเข่า ยืนขาเดียว จะไม่สามารถทำได้

-การจับดินสอ เขียนได้ แต่เขียนไม่อยู่ในกรอบ ไม่อยู่ในเส้น ระบายสีก็ไม่สามารถระบายอยู่ในเส้นได้ จะระบายนอกกรอบตลอด วาดรูปไม่เป็น ปั้นดินน้ำไม่เป็น พับกระดาษไม่เป็น 

-การจับช้อน ตะเกียบทานข้าว พอได้ แต่ไม่ถนัด ตอนนั้นจะจับช้อนแป๊ปเดียว ที่เหลือจะใช้มือทานข้าวซะมากกว่า

-การพับกระดาษ หรืองานประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่คุณครูให้ทำ เพือนคนอื่นจะทำกันเองได้ หรือถ้าจะให้ครูช่วยก็จะช่วยนิดเดียว สำหรับลูกเราคือต้องช่วยตั้นแต่ต้นจนจบ

-แต่ในเรื่องของความจำ ความจำดีมาก จำชื่อเพื่อน ชื่อครูได้หมดทุกคน (ตอนนั้นสามารถอ่าน Hiragana ได้แล้ว เพราะที่บ้านฝึกให้เขาอ่าน)

-ในส่วนของการช่วยเหลือตัวเอง การเข้าห้องน้ำ ทำได้ เพราะที่บ้านมีฝึกให้เขา เขาก็เลยไม่มีปัญหาตรงนี้ 

-การเปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่รองเท้า ถุงเท้า การติดกระดุมทำได้ เพราะที่บ้านฝึกเขาก่อนเข้าอนุบาล  แต่จะไม่คล่องเท่าไหร่ จะช้ากว่าเพื่อน 

-เริ่มไม่ชอบเสียงดัง เวลาเด็ก ๆ พูดพร้อมกัน เสียงเด็ก ๆ จะดังมาก ๆ เขาก็จะวิ่งออกไปนอกห้อง รอเพื่อน ๆ ทักทายคุณครูเสร็จก็กลับเข้าไปในห้อง มีความไวต่อเสียงมากกว่าเด็กคนอื่น ๆ

-ปัญหาเรื่องการกลัวพัดลม ก็ยังมีอยู่ แต่เริ่มอยุ่กับพัดลมได้ แต่ก็จะมองพัดลมอยู่เป็นระยะ ๆ 

-นั่งชิงช้าในสนามเด็กเล่นเองไม่เป็น ต้องให้เราจับแล้วก็ผลักให้ 

☆ไม่แน่ใจว่าก่อนเข้าอนุบาล หรือเข้าอนุบาลไปแล้ว จากปัญหาเรื่องที่เขาพูดช้า กลัวพัดลม ก็เลยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาทางอำเภอที่เขาดูแลเรื่องเด็กเล็ก ก็เลยเป็นที่มาของการให้ผู้เชี่ยวชาญมาทดสอบ สรุปว่าเป็น #ออทิสติกแบบสเปคตรัม เกรย์โซน แล้วก็เป็นที่มาของการได้รับการเข้าไปฝึกเรื่องพัฒนาการอย่าง OT (เน้นการออกกำลัง การฝึกกล้ามเนื้อ) 

ส่วน ST(เน้นเรื่องการฝึกพูด)ครูสอนคิวค่อนข้างเต็ม กว่าจะได้ส่วน ST ก็ขึ้นอนุบาล 3 เข้าไปแล้ว เท่ากับ ST พาไปฝึกได้ไม่ถึงปี

 ก่อนเข้าประถม (ก่อน 6 ขวบ) ทางญี่ปุ่นยังไม่ให้ยาในการรักษา ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร พอจะขึ้นป.1 จากที่เคยพาไปฝึกพัฒนาการ ก็ไม่สามารถพาไปฝึกได้แล้ว เขาออกเอกสารใบรับรอง (จม. แนะนำ) ให้ไปยื่นรักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งรอคิวนาน 3-6 เดือน (ณ ตอนนั้น) เห็นว่าตอนนี้รอเป็นปี เพราะเด็กที่เป็นเริ่มมีมากขึ้น ตั้งแต่ขึ้น ป.1  ก็เลยเริ่มการทานยา


เราจะรู้ได้ยังไงว่าลูกของเราเข้าข่ายเป็นออทิสติก (ก่อนเข้าอนุบาล)

 เราจะรู้ได้ยังไงว่าลูกของเรา #เข้าข่ายเป็นออทิสติก หรือเปล่า 

(จะรู้ว่าเป็นหรือไม่ สุดท้ายแล้วต้องให้คุณหมอเป็นผู้ประเมิน)

ในกรณีของลูกเรา ที่เราสังเกตแล้วเริ่มเอ๊ะ ก็คือ

ก่อนเข้าอนุบาล ประมาณตั้งแต่ 2 ขวบ จะเข้า 3 ขวบ 

-เริ่มมีปัญหากลัวพัดลม ไม่ยอมให้เปิดพัดลมที่บ้าน ไปข้างนอกที่ไหนมีพัดลมก็จะกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้ บางครั้งถึงขนาดร้องไห้ 

-ไม่ค่อยพูด พูดช้า พูดทวนคำพูดของอีกฝ่าย (เหมือนนกแก้ว)  สนทนาโต้ตอบไม่ได้ ถามไปก็เงียบ 

-ตอนนั้นมีเพื่อนรุ่นเดียวกันกับเขาที่เรียนพิเศษด้วยกัน ก็จะไม่ค่อยเล่นด้วย ไม่ค่อยเข้ากลุ่ม แต่นั่งรวมอยู่ในกลุ่มเพื่อนได้ แต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์

-ไม่ค่อยเลียนแบบท่าทาง คิดว่าน่าจะทำท่าไม่เป็น อย่างเช่น มีครูนำเต้นตามเพลง ก็จะไม่ทำตาม พอบอกให้ทำตามก็จะทำแต่ไม่สามารถทำท่าที่ครูสอนได้ถูกต้อง 

-เวลาเจอสิ่งเร้า เช่นป้ายตัวอักษรที่เป็นไฟ สี ๆ แล้วเคลื่อนไหวเปลี่ยนตัวอักษร หรืออะไรที่เขาเห็นแล้วตื่นเต้น จะก็กระโดด ๆ ดีใจ แล้วมีการสะบัด 2 มือไปด้วย 

-มีปัญหาเรื่องการทานอาหาร อาหารบางประเภทจะไม่ทานเลย เช่นของที่ดูหนึด ๆ อย่างนัตโตะ เจลลี่ 

-เวลาแปะสติ๊กเกอร์ก็จะแปะเรียงเป็นแถว ต่อบล็อกของเล่นก็จะต่อแบบเรียงเป็นแถว 

(มีต่อนะคะ ในช่วงเข้าอนุบาล - ก่อนประถม) 


วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569

お正月飾り ของประดับตกแต่งตอนปีใหม่ญี่ปุ่น


ของประดับตกแต่งช่วงปีใหม่ของญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะแขวนหรือวางไว้หน้าบ้าน พอหมดช่วงปีใหม่  ก็จะเอาไปให้ทางศาลเจ้าช่วยจัดการให้ 










 

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569

ไปวัดปากน้ำที่อยู่นาริตะ ญี่ปุ่น เนืองในวันปีใหม่ 2026

ผ่านวันปีใหม่ไปแล้ว วันเสาร์ที่ 3 ม.ค. ก็พากันไปวัดปากน้ำ ที่อยู่นาริตะ เมื่อวานตอนเย็นมีหิมะตกเป็นครั้งแรกของแถวนี้ วันนี้ก็เลยมีหิมะหลงเหลืออยู่








 

วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568

Toshikoshisoba (年越しそば)


มื้อเย็นบ้านนี้เรียบง่ายมาก ๆ 
“ทานโซะบะส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่“
พร้อมอธิษฐานขอให้มีอายุยืนยาว มีความสุข สุขภาพแข็งแรงตลอดปีและตลอดไป ❤️
#大晦日
#年越しそば



 

วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568

Hotto Motto ร้านข้าวกล่องของญี่ปุ่น


ถ้าเห็นชื่อร้านแบบนี้ Hotto Motto แล้วละก็ สามารถเข้าไปซื้อข้าวกล่องเป็นอาหารกลางวัน อาหารเย็นมาทานได้เลย จะสั่งเป็นแต่กับข้าวอย่างเดียวก็ได้นะ ราคาไม่แพงมากด้วย มีเมนูให้เลือกเยอะมาก ๆ 



 

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568

พาลูกชายไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ครั้งที่ 2

วันนี้พาลูกชายไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ครั้งที่ 2 (เด็กต้องฉีด 2 ครั้ง) 


 สิ่งที่ต้องนำไปด้วย
1. บัตรคนไข้
2. บัตรประกันสุขภาพ
3. สมุดสุขภาพแม่และเด็ก
4. インフルエンザ予防接種 予診票 
ในใบที่กรอกนี้ได้มาจากครั้งที่ 1 เลยเขียนไปก่อน 

ก่อนที่จะพาไปฉีด มีอาการน้ำมูกไหล แต่ไม่มีไข้ กินยาแก้แพ้อยู่ แล้วก็มีกินยาปฏิชีวนะด้วย ซึ่งถามคุณหมอที่สั่งยา เขาบอกว่าฉีดได้ ก็เลยพาไป เพราะหลังจากฉีดครั้งที่ 1 ไปแล้วให้ผ่านไป 2-4 สัปดาห์ถึงจะฉีดครั้งที่ 2 ได้ 
พยาบาลที่คลินิคที่พาไปฉีด เขาก็ทักว่าเหมือนจะเป็นหวัดนะ จะเลื่อนไปก่อนมั้ย เราก็เลยบอกว่า คุณหมอที่สั่งยา เขาบอกว่าฉีดได้ วันนี้ก็เลยได้ฉีด

ครั้งที่ 2 ฉีดข้างขวา 

ครั้งที่ 2 ค่าใช้จ่าย 3000 เยน
ของเด็กแพงเหมือนกันเนอะ


วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ภาษาญี่ปุ่น จากประโยคบอกเล่า ถ้าต้องการถาม เพียงใส่ かลงไปท้ายประโยค ก็เป็นประโยคคำถามแล้ว

 จากประโยคบอกเล่า ถ้าต้องการถาม เพียงใส่ かลงไปท้ายประโยค  ก็เป็นประโยคคำถามแล้ว




#ภาษาญี่ปุ่น

#ภาษาญี่ปุ่นออนไลน์


คิดดีแล้วนะที่จะมาเป็นแม่บ้านญี่ปุ่น

 ก่อนหน้าที่เพื่อน ๆ จะมาเป็นแม่บ้านที่ญี่ปุ่น เราก็อยากจะแชร์เรื่องราวของเรา ว่าจะต้องมีการเตรียมพร้อมเรื่องอะไร แล้วถ้ามาถึงแล้ว เราจะต้องเจออะไรบ้าง ลองไปฟังกันเลยนะคะ




#แม่บ้านญี่ปุ่น

#ใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น




มาเรียนภาษาญี่ปุ่นกัน เรื่องตัวเลข すうじ กับไวยากรณ์ X は Y です。

 มาเรียนภาษาญี่ปุ่นกัน เรื่องตัวเลข すうじ กับไวยากรณ์  X は Y です。

สามารถเข้าไปฟังได้ที่แอพแดงด้านล่างเลยค่ะ



#เรียนภาษาญี่ปุ่น

#ภาษาญี่ปุ่นออนไลน์



วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568

เรื่องเล่าจากห้องเรียเด็กพิเศษ (โดนครูรุม) ตอนที่ 2

 เรื่องเล่าจากห้องเรียนเด็กพิเศษ ตอนที่ 2

จากตอนที่ 1 ที่ครูประจำชั้นมาขอนัดคุยกับเรา + สามี ที่เรียกว่า 面談(Mendan = การพูดคุย ประชุม ปรึกษาหารือ ) ในช่วงนั้นครูประจำชั้นมาขอวันเวลาที่สามีว่าง 2 ครั้ง แล้วก็มีเอกสารจากทางโรงเรียนเรื่อง Mendan อีก  เท่ากับว่าช่วงนั้นมีคำว่าขอนัด Mendan ถึง 3 ครั้ง  😅 (เรางงมาก  ปกติก็จะแค่ 1 ครั้ง ก็คือมีจดหมายถามวันเวลาที่ผู้ปกครองสะดวก  เพื่อจะได้คุยกับครูประจำชั้นถึงพฤติกรรมในห้อง แนวทางการแก้ไข ผลการเรียน ฯลฯ)

ก็มาเล่าต่อยังอยู่ใน Mendan ครั้งที่ 1 อยู่ 

หัวหน้าครู : พูดมาเลยว่า ไม่ต้องให้เด็กพวกนี้เรียนหรอก  ควรเน้นเรื่องวิชาชีพ  เพราะถ้าผู้ปกครองไม่อยู่แล้วจะได้เลี้ยงตัวเองได้ (ก็ขอบคุณที่เป็นห่วง กลัวเด็กหางานทำไม่ได้ แต่วัยนี้ ป.5 ยังเป็นวัยเรียน (รู้) ไม่ใช่เหรอ  หัวหน้าครูคนนึ้เขาเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า แล้วยังยัดเยียดความคิดนี้ของตัวเองให้กับครูรุ่นใหม่ (อย่างครูประจำชั้น) อีก แล้วโรงเรียนนี้หัวหน้าครูคนเก่าทำไว้ดีมาก  ถึงขนาดมีผู้ปกครองย้ายบ้านมาเพื่อให้ลูกได้เรียนคลาสพิเศษที่โรงเรียนนี้  แต่ตอนนี้ (ลูกเขา ป.5 เพื่อนห้องเดียวกับลูกชาย) เขาก็ย้ายบ้านเพื่อย้ายไปโรงเรียนที่ใหม่แล้ว สาเหตุพวกเราก็คิดกันว่าเพราะแนวคิดของหัวหน้าครูคนใหม่นี้หรือเปล่า เลยย้ายออกไป 

(ที่ญี่ปุ่น ประถม กับ ม. ต้นจะให้เด็กเรียนใกล้บ้าน  ถ้าเจอโรงเรียนดี ถือว่าโชคดีมาก  แต่ถ้าอยากจะเปลี่ยนโรงเรียนก็คือต้องย้ายบ้าน จะเป็นวิธีที่ง่ายสุด  นอกจากจะมีเหตุผลอันสมควรจริง ๆ ถึงทำเรื่องขอย้ายเฉพาะโรงเรียนได้)

มาที่ครูวิทยาศาสตร์ (1ใน 3คน) ที่ย้ายมาจากโรงเรียนม.ต้น  : ครูเขาก็จะบอกว่าที่โรงเรียนม.ต้น ต้องทำอะไรบ้างอันดับแรกคือไปถึงเปลี่ยนชุดเป็นชุดพละ  ส่วนชุดนักเรียนต้องแขวนกับไม้แขวนเสื้อ  เก็บกระเป๋าเข้าล็อกเกอร์ของตัวเอง ต้องเก็บกระเป๋าเรียน กระเป๋าผ้า  แบบไม่ให้มีเชือกแง้มออกมาจากล็อกเกอร์  (แล้วเขาก็ดูห้องเรียนลูกเรา บอกมีผ่านแค่คนเดียวที่เก็บเรียบร้อย เป็นเด็กผู้หญิง)

แล้วก็พูดต่อว่า เด็กพิเศษจะต้องไปเรียนห้องรวมเด็กปกติ ไปเองกลับห้องเรียนตัวเองเอง  ถ้าเป็นกรณีลูกชายเราเท่าที่เขาดู ไม่น่าจะเรียนที่โรงเรียนม.ต้นได้ แล้วที่ว่าอนาคตที่เราอาจจะให้ลูกทำเกษตร เพราะตอนนี้เขามีชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับผักผลไม้  ครูคนนี้ก็บอกว่าจากที่ตอนเรียนกับเขา (เรียนวิชานี้กับเขานับครั้งได้ คือน้อยมาก) ครูเขาบอกว่า ดูแล้วลูกเราทำเกษตรไม่ได้หรอก  (ถ้าเป็นเพื่อน ๆผู้ปกครองฟังแล้ว รู้สึกกับครูประเภทนี้ยังไงคะ  ที่กำหนด สรุปเองเร็วไปหรือเปล่า นี่แค่เด็ก 11 ขวบ เอง ขนาดเราผู้ใหญ่ยังปลูกได้สำเร็จบ้าง เฉาบ้างเลย)

หลังจาก Mendan ครั้งที่ 1 นี้กับครู 3 คน  การบ้านลูกเราเปลี่ยนไปเลย (ลูกชายเราทำการบ้านป.4 มาแล้ว  บางเรื่องที่เขาไม่ถนัด  เช่นใช้ครึ่งวงกลมสร้างองศา  ใช้ไม้บรรทัดสามเหลี่ยม  ใช้วงเวียน  รูปทรง เขาไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ เราก็ไม่ได้เน้นอะไร ภาษาญี่ปุ่น ป.4 ก็ทำการบ้านได้อาจจะมีการอ่านที่ต้องอ่านด้วยกัน แต่มาดูการบ้านหลังจากวันนั้น ตามรูปด้านล่าง นี่ยังดีหน่อยมีให้เขียนคันจิ  ก่อนหน้าการบ้านครั้งนี้คือให้ตีเส้นสี่เหลี่ยม ให้เขียนตอบว่าชอบทานอะไร ชอบสัตว์อะไร  คือการบ้านเด็ก ป.1 อ่ะ เราจำได้เพราะคุ้น ๆ ว่าเคยทำกับลูกตอนเขาป.1 😅

เรารู้สึกผิดหวังกับครูประจำชั้นคนนี้มาก ๆ  ตอนเทอมแรก  เขาไม่ใช่แบบนี้ แนวคิดการพัฒนาเด็กดีกว่านี้ 

ตอนนี้เราก็คิดว่าเป็นการดีเหมือนกันที่การบ้านของโรงเรียนไม่เยอะ ไม่ยาก  เราก็จะได้มาสอนเอง  พัฒนาเอง เท่าที่จะทำได้  จากเมื่อก่อนค่อนข้างไว้ใจทางโรงเรียนมาก ๆ

จบเรื่องที่คุยกับครู 3 คนตอน Mendan ครั้งที่ 1 มีเรื่อง Mendan ครั้งที่ 2 อีกนะ  ขอเล่าต่อเป็นตอนที่ 3 นะคะ 

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ครูประจำชั้น ป.5 ขอนัดคุย ครั้งที่ 1 (โดนครูรุม)

 เรื่องเล่าจากห้องเรียนเด็กพิเศษตอนที่ 1 

มีวันนึงครูประจำชั้นลูกชาย ป.5 (เรียนคลาสเด็กพิเศษ) มาบอกว่าจะขอนัดคุยเกี่ยวกับเรื่อง โรงเรียน ม.ต้น  (รายละเอียดไม่ได้บอกอะไรมาก  เราก็โอเคเพราะอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับม.ต้นมากกว่านี้  เพราะอีกปี กว่า ๆ ลูกชายก็จะจบป. 6 แล้ว ) เราก็โอเคนัดวันเวลา โดยบอกสามีไปฟังด้วย 

วันนัดมาถึง ในห้องที่นัดคุย มีครูประจำชั้น  ครูหัวหน้าคลาสพิเศษ ครูวิชาวิทยาศาสตร์( ย้ายมาจาก รร ม. ต้น) มานั่งคุยด้วย  เรากับสามีงงมาก ทำไมครูเยอะจัง

เนื้อหาโดยสรุป คือ ครูหัวหน้าจะให้เราส่งลูกชายไปเรียนร.ร. สำหรับเด็กพิเศษโดยเฉพาะ (จะมีเด็กที่อาการระดับหนักมาก ๆ จนถึงปานกลาง) ซึ่งเรากับสามีคิดกันแล้วว่าจะให้เรียน ร.ร ม.ต้นปกติ แต่คลาสเด็กพิเศษ  ซึ่งครูบอกกับเราพ่อแม่ว่าลูกชายเราเหมาะกับที่โรงเรียนเฉพาะนั้นมากกว่า  เราก็งง ทำไมสรุปแบบนี้  ทั้งที่เด็กเขาก็สามารถพัฒนาได้ แต่อาจจะต้องใช้เวลา (ไม่ได้อวยลูกชายนะ  แต่เขาอาการไม่มาก คุณหมอประเมิน อยู่ Gray zone)

แล้วการบ้านที่เคยได้รับมาให้เขียนไดอารี่ประจำวัน การบ้านคัดคันจิ  เลข จากครูประจำชั้น  ครูหัวหน้าก็บอกว่าลูกชายเราเขียน ทำไม่ได้หรอก  ซึ่งความจริงแล้วเขาเคยเขียน เคยทำ การบ้านแบบนี้มาก่อนตอน ป.3 ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย  ตอนป.2 ป.3 ได้ครูประจำชั้นดีมาก ๆ  ครูเป็นตัวของตัวเอง  มีหลักการสอนที่โอเค เรื่องการเรียนลูกเราไม่มีปัญหาเลย  

พอเปลี่ยนมาเป็นครูหัวหน้าคนนี้  ประกอบกับเจอครูประจำชั้นคนใหม่ตอน ป.4 การเรียนแย่ลงมาก จากที่เคยทำอะไรได้  มีสมาธิ กลับแย่ลงมาก ๆ  เพราะครูป. 4 วัน ๆ ให้ดูแต่  Chome book ให้เหตุผลว่าแก้เด็กเครียด  

มา ป. 5 เปลี่ยนครูประจำชั้นใหม่  นึกว่าจะดีขึ้น  กลายเป็นครูประจำชั้นฟังแต่ครูหัวหน้าที่ดูถูกเด็กว่าเด็กพิเศษประเภทนี้ทำไม่ได้หรอก  ลูกเราก็สบายสิ ไม่ได้ให้ทำ ไม่ได้ให้ฝึกอะไร  เลยแย่ลงมาก ๆ แล้วมาถูกเหมือนยัดเยียดให้ไปโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษอีก  

ถึงขนาดไปนัดแนะครูโรงเรียนเฉพาะเด็กพิเศษมาให้เรา แต่มาบอกกว้าง ๆ ว่าจะขอคุยด้วย  ไม่ได้บอกว่าจะคุยกับใคร ที่ไหนยังไง  เราก็ตอบตกลงเพราะอย่างที่บอก  อยากรู้รายละเอียดของโรงเรียนม.ต้น ของญี่ปุ่นให้มากขึ้น  แต่…

(ขอเล่าต่อในบทความหน้านะคะ  เรื่องยาวค่ะ)

วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568

พาลูกชายไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ครั้งที่ 1

เข้าเดือนตุลา สิ่งที่ควรทำอีกเรื่องหนึ่งของการอยู่ที่ญี่ปุ่นก็คือ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (インフルエンザ予防接種) 

ของผู้ใหญ่จะฉีด 1  ครั้ง  

ของเด็กที่อายุไม่เกิน 13 ปี  จะฉีด 2 ครั้ง 

ระหว่างครั้งที่ 1 กับ ครั้งที่ 2 ควรห่างกัน 4 สัปดาห์ 

ค่าใช้จ่าย ของผู้ใหญ่ 3,500 เยน

ของเด็ก 2,500 เยน (มีเงินช่วยเหลือครั้งแรก 1,000 เยน)

สิ่งที่ต้องเอาไปด้วย

ของผู้ใหญ่ไม่มีอะไร  มีบัตรคนไข้ของที่ที่จะไปฉีด แล้วก็ต้องไปกรอกใบเช็คประเมินสุขภาพ (予診票)ที่นั่น

ส่วนของเด็กก็ต้องกรอกใบเช็คประเมินสุขภาพด้วยเหมือนกัน แล้วก็มีบัตรคนไข้ สมุดสุขภาพแม่และเด็ก (母子健康手帳) บัตรการได้รับสิทธิ์การรักษาพยาบาล ( 子供医療費受給資格証)

บัตรประกันสุขภาพ (健康保険被保険者証)

ครั้งที่ 2 ของเด็กที่จะไปฉีด ก็ต้องเตรียมเอกสารเหมือนครั้งที่ 1 แต่ดีหน่อยที่ทางรพ ให้ใบเช็คประเมินสุขภาพมากรอกล่วงหน้า  จะได้ไม่เสียเวลา

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568

มาเรียนภาษาญี่ปุ่นกัน ครั้งที่ 2

สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจเรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ไม่มีพื้นฐานเลย สามารถติดตามดูได้ที่นี่เลยนะคะ






วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568

เอาของที่ไม่ได้ใช้แล้ว ไปขายที่ร้านมือสอง


วันก่อนเอาเสื้อผ้ากับของเล่น1 ชิ้นที่ไม่ได้ใช้แล้วไปขายที่ร้านมือสอง  

เสื้อผ้าก็จะเป็นของฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้ร่วง  แล้วก็เสื้อกันหนาว ทางร้านบอกเขารับซื้อแค่เสื้อผ้าฤดูใบไม้ร่วง  ส่วนเสื้อกันหนาวเราจะเอากลับ หรือให้ทางร้านจัดการ (คือไม่ได้เงิน) สามีเราบอกเอากลับ  เพราะดูทรงแล้ว ทางร้านน่าจะเอาไปขายต่อนะ  ไว้เดือนตุลาค่อยเอามาขายใหม่  

ได้มา 190 เยน  (😭) พอดีกับค่า おにぎり🍙 1 อัน 😋


ของเล่นนี้ทางร้านก็รับซื้อ







เสื้อผ้าที่ทางร้านรับซื้อ ส่วนที่เหลือเอากลับ รอมาใหม่เดือนต.ค









 

มาเรียนภาษาญี่ปุ่นกัน ครั้งที่ 1

 สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจเรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ไม่มีพื้นฐานเลย สามารถติดตามดูได้ที่นี่เลยนะคะ





วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเกาหลี (มาม่าเกาหลี) มีขายทั้งที่ไทยกับทั้งที่ญี่ปุ่นเลย แต่หน้าปกอาจจะต่างกันเล็กน้อย

 ตอนที่กลับไปเมืองไทย  ได้ของจับสลากที่เล่นกันที่บ้าน เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเกาหลี ดูจากหน้าซอง ดูรสชาติไม่เคยเห็นมาก่อน  ไว้เดี๋ยวค่อยไปทำตอนกลับถึงญี่ปุ่น

พอไปเดินห้างผ่านร้านขายของจากต่างปท  เอ๊ะ  หน้าตาคุ้น ๆ  ที่ญี่ปุ่นก็มีขาย แต่หน้าตาซอง เหมือนจะต่างกันเล็กน้อย  มาดูราคา  แพงมาก  😱 961 เยน (ประมาณ 200 กว่าบาท) 

เราก็ไม่ได้ถามว่าที่เมืองไทยขายเท่าไหร่  

ลองทานซองสีชมพูก่อน (ไม่ถ่ายรูปหน้าซองไว้) สามีบอกเผ็ดมาก  🥵 สรุปเขาทานไม่หมด สำหรับตัวเรา เราก็ว่าเผ็ดนะ  เผ็ดแบบหวานนิด ๆ  ส่วนของลูกชาย ไม่ใส่ซอสสีแดง คือสำหรับเด็กไม่เผ็ดเลย  บอกอร่อยด้วย 😋

เราก็ว่าอร่อยดีเหมือนกัน แต่ไม่รู้ราคาขายทึ่เมืองไทย  ว่าจะถามๆ ที่บ้านก็ลืมถาม 555 

ส่วนซองสีเหลือง เดี๋ยวถ้าทานแล้วจะมารีวิวนะคะ

#แม่บ้านญี่ปุ่น

#บะหมี่กึ่งสําเร็จรูป

#มาม่าเกาหลี



มาม่าเกาหลีขายที่ญี่ปุ่น

มาม่าเกาหลีที่ได้รับจากเมืองไทย

ทำซองสีชมพู 

เครื่องปรุงของซองสีชมพู (เผ็ดมาก)