จำคันจิแบบเด็กญี่ปุ่น ป.4
คันจิวันละตัว
4年生の漢字
意味(いみ):教科書(きょうかしょ)で使われている(つかわれている)意味です。
✴️奈 (音:ナ)
8画(かく)
だい
🔸意味(いみ):ぎもんを表す(あらわす)言葉(ことば)
✴️練習(れんしゅう): 神奈川県(かながわけん)の工業(こうぎょう)。
🌟熟語(じゅくご):
奈良県(ならけん)
สวัสดีค่ะ Monchan Jipatha ขอเล่าเรื่องราวแบบจิปาถะไทย-ญี่ปุ่น พร้อมสอดแทรกการสอนภาษาญี่ปุ่น และแชร์เรื่องราวของลูกชาย (เด็กพิเศษ) ที่เขาได้ลองทำเป็นประสบการณ์นะคะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ
จำคันจิแบบเด็กญี่ปุ่น ป.4
คันจิวันละตัว
4年生の漢字
意味(いみ):教科書(きょうかしょ)で使われている(つかわれている)意味です。
✴️奈 (音:ナ)
8画(かく)
だい
🔸意味(いみ):ぎもんを表す(あらわす)言葉(ことば)
✴️練習(れんしゅう): 神奈川県(かながわけん)の工業(こうぎょう)。
🌟熟語(じゅくご):
奈良県(ならけん)
ช่วงนี้ (กลางเดือนมีนาคม) หลายโรงเรียนในญี่ปุ่นเริ่มมีพิธีจบการศึกษากันแล้ว
เราเลยเอาบรรยากาศของลูกชายตอนเขาอนุบาลมาดู คิดถึงช่วงเวลานั้นจัง
จำคันจิแบบเด็กญี่ปุ่น ป.4
คันจิวันละตัว
4年生の漢字
意味(いみ):教科書(きょうかしょ)で使われている(つかわれている)意味です。
✴️埼 (訓:さい)
11画(かく)
つちへん
🔸意味(いみ):みさき
✴️練習(れんしゅう): 埼玉県(さいたまけん)に引っこす(ひっこす)。
🌟熟語(じゅくご):
埼玉県(さいたまけん)
เมื่อก่อนใช้ BB ของ PRIOR ของเขาดีมากเลย เนื้อบางเนียน แต่ส่วนตัวคิดว่าราคาแพงเหมือนกัน 3 พันกว่าเยน
เลยหาซื้อแบบพันกว่าเยน มาเจอตัวนี้ GRACY PREMIUM BB CREAM ราคาพันกว่าเยน
ใช้แล้วดีมากเหมือนกัน เนื้อบางเนียน
แนะนำเลยค่ะ 👍☺️
จำคันจิแบบเด็กญี่ปุ่น ป.4
คันจิวันละตัว
4年生の漢字
意味(いみ):教科書(きょうかしょ)で使われている(つかわれている)意味です。
✴️栃 (訓:とち)
9画(かく)
きへん
🔸意味(いみ):とち
✴️練習(れんしゅう): 栃木県(とちぎけん)の名所(めいしょ)。
🌟熟語(じゅくご):
栃木市(とちぎし)
栃(とち)もち
นึกว่าสามีจะลืม white day ไปซะแล้ว
ในกล่องมี 4 ชิ้น ของเรา 2 ชิ้น 😋
#whiteday
#เค้ก
#ชีวิตในญี่ปุ่น
#monchanjipatha
📌วันแรกที่ไปดูการซ้อมพิธีจบการศึกษาของพี่ ป.6 โรงเรียนประถมที่ญี่ปุ่น
ลูกชายตอนนี้อยู่ ป.5 ตอนที่ไปดูการซ้อม (เราเป็นผู้ปกครองคนเดียวที่ครูประจำชั้นบอกให้มาช่วยดู (เหมือนได้สิทธิพิเศษ แต่ถ้าพูดอีกนัยนึงคือลูกชายเราไม่นิ่งที่สุด 😅)
จะได้รู้ว่าควรจะแก้ไข เพิ่มเติมยังไงให้กับลูกชาย เพื่อที่จะได้ให้ลูกชายอยู่ในพิธีอย่างราบรื่น
คาบแรกจะเป็นพี่ป.6 ซ้อม
คาบที่ 2 เด็ก ป.5 ซ้อม เราไปถึง สิ่งที่ตกใจคือครูให้เด็ก ป.5 ทุกคนถือเก้าอี้ของตัวเอง แล้วเดินยกไปที่โรงยิม พอซ้อมเสร็จก็ยกกลับมาที่ห้องเรียน มีขึ้นลงบันได แต่เด็กทุกคนยกได้แบบชิว ๆ 😄
พอเริ่มซ้อม ครูตัวแทนก็พูดอธิบายว่านักเรียนป .5 จะเป็นตัวแทนของเด็กรุ่นน้องทุกคน เพื่อแสดงความยินดีกับพี่ ป.6 เพราะสถานที่เล็ก เลยไม่สามารถให้เด็กทุกชั้นเรียนเข้าร่วมได้
ต่อไปก็ซ้อมการโค้ง ซ้อมลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้แบบไม่ส่งเสียง แต่ให้พร้อมเพรียง นั่งให้พร้อมเพรียง
ซ้อมพูด โดยจะมีเด็กคนหนึ่งเป็นต้นเสียง หลังจากนั้นก็จะพูดพร้อมกัน “出発するのです。”
ค่อนข้างพูดยาว เราก็นึกว่าลูกชายมีพูดด้วย เพราะเขาพูดคำว่า ” go “ ออกมา ถามครู
ครูบอกลูกชายไม่มีบทพูด 😅
เราเลยบอกลูกชายว่า ที่นี่เขาพูดญี่ปุ่นอย่างเดียว พอบอกไปลูกชายก็ไม่พูดแล้ว
จากที่เราดู ๆ ปัญหาของลูกชายคือจะมีพูดออกมาในขณะที่ทุกคนเงียบ มีหัวเราะอีก นอกนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร ลุกนั่งโค้งทำได้โอเค แต่โค้งอาจจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ 😅
ก่อนวันจริงหลังเหลืออีก 3 ครั้งในการซ้อม เราไม่ได้ไปดูทุกวัน ไปอีกทีก็วันซ้อมวันสุดท้าย
ครูประจำชั้นจะขอครูใหญ่ให้เราเข้าร่วมวันจริงด้วย เอาละสิ ต้องไปหาชุดให้ดูสุภาพ ครูบอกเออเนอะ เพราะผู้ปกครองป.6 ทุกคนจะแต่งตัวทางการกันมาก เพราะเป็นพิธีจบการศึกษาของลูกตัวเอง ครูเลยบอกหาชุดโทนดำ ๆ เรากะจะใส่สูท เดี๋ยวต้องไปซื้อก่อน ตัวเก่าเล็กไปแล้ว เพราะอ้วนขึ้น 😅
ตอนแรกก็คิดนะทำไมมีเราแค่คนเดียวที่เป็นผู้ปกครองเด็กป.5 เข้าร่วม จะบอกว่าลูกเรามีปัญหา เท่าที่ดู ก็มีเด็กคนอื่นด้วยนี่น่า ทำไมไม่ให้ผู้ปกครองเด็กคนอื่นมาเข้าร่วมด้วย แต่พอคิดอีกที ก็ดีเหมือนกัน ได้เข้าไปดูก่อนจะได้เตรียมตัวถูกในวันจริงของลูกชายปีหน้า 😄
รูปภาพ ดอกไม้เริ่มบาน
กำลังจะจบปีการศึกษา
และกำลังจะเริ่มมีการศึกษาใหม่
#พิธีจบการศึกษา
#ชีวิตในญี่ปุ่น
#โรงเรียนประถมที่ญี่ปุ่น
#monchanjipatha
วันนี้ลูกชายมีเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ (ECC) เป็นวันสุดท้าย เรารู้สึกเศร้า แต่ลูกชายดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไหร่ 😅 ลูกชายมีพูดด้วยว่า จะมีการมอบช่อดอกไม้ 🤣(คงไปจำมาว่าจบการศึกษาคือมีการมอบช่อดอกไม้ ) เลยบอกลูกชายไปว่า “ไม่ถึงขนาดนั้น แค่เดือนเมษาไม่ต้องไปเรียนพิเศษที่นี่แล้วก็พอ”
สาเหตุที่เลิกเรียนของ ECC เพราะพอขึ้น ป.5 เนื้อหายากขึ้นมาก คำศัพท์ก็เยอะขึ้นมาก พอมีสอบคำศัพท์ ลูกชายจะได้คะแนนน้อยสุด ๆ เลยเปลี่ยนที่เรียนดูดีกว่า ลองไปเรียนของอีกที่หนึ่ง ดูเนื้อหาไม่ค่อยยากเท่า แล้วครูสอนเป็นครูต่างชาติน่าจะเป็นคนฟิลิปปินส์ ลองทดลองเรียนดูลูกชายสนุกกับการเรียนที่นี่ ก็เลยสมัครเรียนตั้งแต่เดือนก.ย ปีที่แล้ว
จริง ๆ ก็อยากให้เรียนของที่ ECC ต่อเพราะเรียนมาตั้งแต่อนุบาล 2 แต่งบมีจำกัดนี่สิ เฮ้อ
รูปเป็นบรรยากาศที่เราจะต้องนั่งรอรับลูกชายระหว่างที่เรียน
#ECC
#เรียนภาษาอังกฤษ
#ชีวิตในญี่ปุ่น
จำคันจิแบบเด็กญี่ปุ่น ป.4
คันจิวันละตัว
4年生の漢字
意味(いみ):教科書(きょうかしょ)で使われている(つかわれている)意味です。
✴️茨 (訓:いばら)
9画(かく)
くさかんむり
🔸意味(いみ):いばら
✴️練習(れんしゅう): 茨城(いばらき)県(けん)の農業(のうぎょう)。
🌟熟語(じゅくご):
茨(いばら)の道(みち)
野茨(のいばら)
วันนี้ประกาศผลสอบวัดระดับคันจิของลูกชายแล้ว 「สอบไม่ผ่าน」ขาดอีก 6 คะแนน 😂
หลังรู้ผลสอบ :
ความรู้สึกของเรา : อีกนิดเดียวเอง เสียดายปนเศร้า เสมือนเป็นผลสอบของตัวเอง 😅
ความรู้สึกของสามี : ทำได้ดีกว่าที่คิดนะเนี่ย ตอนแรกคิดว่าจะคะแนนแย่กว่านี้ นี่ขาดอีกแค่ 6 คะแนนเอง น่าจะประมาณ 2 ข้อ
ก็น่าจะไม่ผ่านอ่ะนะ เพราะปกติเขียนไม่ค่อยตั้งใจเขียน ตรงไหนมี はね、とめ、はらい ก็ไม่เขียนให้ถูกต้อง
ความรู้สึกของลูกชาย : ทำหน้าเศร้า แต่พอบอกเดี๋ยวมีสอบใหม่ ก็ไม่ได้เศร้าอะไรมาก
ทั้งบ้านมีเราคนเดียวที่เศร้ากับผลการสอบ 😅
จำคันจิแบบเด็กญี่ปุ่น ป.4
🤗 ลูกชายเริ่มทำการบ้านเองได้แล้ว โดยที่เราไม่ต้องนั่งข้าง ๆ ก็ได้แล้ว
เมื่อก่อนเราต้องนั่งข้าง ๆ ดูเขาทำการบ้านจนเสร็จ มาช่วงหลัง ๆ เราเริ่มขยับตัวไปล้างจาน ไปทำโน้นทำนี่ ตอนแรก ๆ ก็มีบอก ทำไม่ได้ เราก็บอกไปว่า ลองทำเองดูก่อน แล้วหม่าม้าค่อยตรวจทีเดียว จนตอนนี้เขาสามารถทำเองจนเสร็จ มีผิดพลาด ลายมือแบบอ่านไม่ออกบ้าง 😅 ก็แก้กันไป
แต่ถ้ายากสำหรับเขา เขาก็จะบอก หม่าม้าช่วยหน่อย เราก็เข้าไปช่วย
มีเมื่อวานนี้ เราง่วงมาก ของีบหลับ ก็มีรู้ตัวแบบหลับ ๆ ตื่น ๆ ลูกชายคงคิดว่าเรายังโกรธอยู่ (มีบ่น ๆ ก่อนหน้านี้) หม่าม้าก็เลยนอน
พอทานข้าวเย็นเสร็จ ปกติเขาจะนั่งดูหนังสือที่เขาชอบ แต่เมื่อวานเก็บจานแล้วล้างจานเลย ล้างส่วนของเราด้วย (ปกติเราให้ล้างแค่ของตัวเอง) ล้างจานเสร็จเปิดกระเป๋านักเรียนเอาการบ้านออกมาทำ จากนั้นทำการบ้านภาษาอังกฤษที่เรียนพิเศษข้างนอก เปิดซีดีแบบไม่เร่งสปีดให้เร็ว (ปกติจะเล่นเปิดซีดีให้เร็ว ๆ) แล้วหลังจากนั้นเราก็หลับจริงยาวไป 30 นาทีตื่นมาทุกเสร็จเรียบร้อย จัดกระเป๋าเรียนสำหรับวันรุ่งขึ้นก็เสร็จแล้ว เขากำลังต่อจิ๊กซอว์อยู่ใกล้จะเสร็จแล้ว พอเสร็จบอกจะเข้านอนแล้ว (เวลาตอนนั้น 2 ทุ่มครึ่ง)
ก็โอเคทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เลยเข้านอนพร้อมกันตอน 3 ทุ่ม 😄
#ทำการบ้านด้วยตัวเอง
#เด็กพิเศษ
#monchanjipatha
#ชีวิตในญี่ปุ่น
เมื่อวันก่อน อยู่ดี ๆ ลูกชายก็ตื่นมากลางดึกร้องเสียงดังว่า “ตา ตา" เราก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร พอเปิดไฟดู ตาเขาลิมไม่ขึ้น มีขี้ตาเยอะมาก พอเช็ดขี้ตาให้น้อยลง ก็เปิดตาได้ ลูกชายก็สงบขึ้น
ช่วงนี้เป็นช่วง 花粉症 ของที่ญี่ปุ่น (แพ้ละอองเกสรดอกไม้) สามี เรา แล้วก็ลูกชายเป็นกันหมด ขนาดทานทั้งยาแก้แพ้ (ทานกันยาวประมาณ 3 เดือน ทุกวัน) แล้วก็หยอดยาตาด้วยแล้ว ก็ยังคัน แต่ครั้งนี้ลูกชายเพิ่งเป็นแบบมีขี้ตา เพราะถ้าโดนละอองเยอะ ๆ อย่างอยู่กลางแจ้งนาน ๆ ก็จะคันตา ขยี้ แล้วก็ตาแดงมาก
แต่ครั้งนี้มีขี้ตาเยอะ ขนาดทำให้ตาลืมไม่ขึ้น ก็เลยต้องพาไปให้หมอดูดีกว่า
เช้าวันรุ่งขึ้นก็พาไปแผนกตา ให้คุณหมอดู ปรากฏว่า "ติดเชื้อแบคทีเรียในตาด้วย" หมอเลยเพิ่มยาลดการติดเชื้อแบคทีเรียมาให้ เท่ากับลูกชายต้องหยอดยาตาทั้งหมด 3 ประเภท
1. ฝาส้มสำหรับลดอาการแพ้
2. ฝาเทาสำหรับลดการอักเสบ (มีสเตรอยด์) เขย่าก่อนใช้ทุกครั้ง
3. ฝาแดงสำหรับลดการติดเชื้อแบคทีเรีย
ลำดับการหยอดตอนแรกจะหยอดฝาส้ม
ผ่านไป 5 นาที หยอดฝาแดง
ผ่านไป 5 นาที หยอดฝาเทา
ฝาส้ม กับฝาเทา หยอดวันละ 2 ครั้ง
ฝาแดง หยอดวันละ 4 ครั้ง
พอเด็ก ๆ เดินเข้าโรงเรียนหมดทุกคนแล้ว คนที่กล่าวคำทักทายก็จะแยกย้ายเข้าชั้นเรียนตัวเอง ไม่ได้มีแค่ลูกชายคนเดียว มีเด็กคนอื่นด้วย น่าจะไม่เกิน 10 คน ทางโรงเรียนรียนจะแจกเข็มกลัดให้มาติดที่หมวกสีเหลือง เป็นสัญลักษณ์ว่า ได้เป็นคนกล่าวคำทักทายในตอนเช้า
จะทำ 1 อาทิตย์ ตอนแรกเราก็กังวลว่าลูกชายจะทำได้มั้ย เพราะเขาไม่ชอบเสียงดัง อย่างเสียงนี้เลย ที่เด็ก ๆ ทุกคนกล่าวคำทักทาย คือทุกที่ที่มี เขาจะต้องถอยไปอยู่ให้ไกลหน่อย พอทุกคนพูดทักทายเสร็จก็จะเดินกลับเข้ามา
วันนี้ตอนเช้าเราเลยส่องดู ลูกชายเข้าประตูโรงเรียนปุ๊บ วางกระเป๋านักเรียนปั๊บ แล้วก็วางสัมภาระที่ถือไป แล้วก็ไปยืนเรียงแถว ตอนนั้นครูยังไม่ลงมา เราตกใจ คือลูกชายสามารถทำเอง โดยที่ไม่ต้องมีครูมาบอกว่า วันนี้ต้องทักทายนะ วางกระเป๋าตรงนี้ ยืนตรงนี้ แต่คือลูกชายทำเองหมดเลย เราดูจนจบ เด็ก ๆ แยกย้ายเข้าห้องเรียน ถึงจะไม่ได้ยินเสียงลูกชายเท่าไหร่ แต่เขาสามารถอยู่ในแถว ทนเสียงทักทายได้ สุดยอด หลังเลิกเรียนจะชมเขาให้มาก ๆ เพราะเมื่อวานโมโหเขาไปหลายครั้งเหมือนกัน 😅
#あいさつ名人
#โรงเรียนประถมที่ญี่ปุ่น
#ชีวิตในญี่ปุ่น
#monchanjipatha
เมื่อวานที่โรงเรียนคาบสุดท้ายมีการประชุมของเด็ก ๆเรื่องการปรับเปลี่ยนแถวที่เดินไปโรงเรียน (通学半編成(つうがくはんへんせい))
ในทุกปีก่อนที่จะจบการศึกษา ช่วงต้นเดือนมีนา ทางโรงเรียนจะประชุมกับเด็ก ๆ เรื่องการจัดแถวเดินไปโรงเรียนใหม่ ส่วนใหญ่แล้วสมาชิกในแถวก็ไม่ค่อยเปลี่ยนจากเดิมมากนัก แต่ถ้าสมาชิกในแถวพอพี่ป .6 (ปัจจุบันจบไปแล้ว) เหลือน้อย ก็จะไปรวมกับแถวที่อยู่ใกล้เคียง
อย่างตอนลูกเราขึ้น ป.2 พี่ป.6 จบไป เหลือแค่พี่ ป.5 กับลูกชายตอนนั้นป.2 แค่ 2 คน ก็เลยไปรวมกับแถวใหม่ สถานที่ที่เป็นจุดรอก็เปลี่ยนไปจากเดิม
มาปีปัจจุบัน แถวใหม่ที่จัดใหม่ ก็ใช้ตั้งแต่ตอนกลับจากโรงเรียนเมื่อวาน จากเดิมพี่ ป.6 จะอยู่หัวแถว ก็กลายเป็นอยู่หางแถว แล้วหัวแถวก็เป็นเด็กที่เป็นรองหัวหน้าแถวปีปัจจุบัน ไปเป็นหัวหน้าแถวแทน เหมือนเป็นการฝึกรองหัวหน้าแถวให้เป็นหัวหน้าแถวในขณะที่หัวหน้าแถวปัจจุบันยังไม่จบออกไป สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือรองหัวหน้าแถวคนใหม่ ส่วนใหญ่ก็เลือกจากระดับชั้นที่รองจากหัวหน้าแถว
班長(はんちょう) หัวหน้าแถว ส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก ป.6 หรือ ป.5
副班長(ふくはんちょう) รองหัวหน้าแถว (อยู่ท้ายแถว) ส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก ป.5 หรือ ป.4
วันไหนที่หัวหน้าแถวหยุด รองหัวหน้าแถวก็จะทำหน้าที่แทน
ส่วนลูกชาย ไม่ว่าจะปีไหนก็อยู่ท้ายแถว ไม่ใช่เพราะเป็นรองหัวหน้าแถวนะ แต่เพราะเราขอให้อยู่ท้ายแถวเพราะเราก็เดินไปส่งด้วยทุกวัน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะได้เข้าไปรับมือได้ทัน 😄
#โรงเรียนประถมญี่ปุ่น
#ชีวิตในญี่ปุ่น
#monchanjipatha
#เด็กพิเศษ
เมื่อวานครูประจำชั้นโทรมาบอกมีเรื่องอยากจะขอคุยด้วย
เป็นเรื่องที่เด็ก ป.5 ทุกคนต้องเข้าร่วมพิธีจบการศึกษาของพี่ป.6 แต่ที่ครูกังวลใจคือ เด็ก ๆ จะต้องนั่งแบบตัวตรง ไม่ส่งเสียง ถ้ามีการบอกสั่งให้ยืนก็ต้องยืนแบบทันทีพร้อมเพรียง บอกสั่งให้นั่งก็ต้องนั่งพร้อมเพรียง ใช้เวลาทั้งหมด 2 ชั่วโมง เราก็เพิ่งรู้ว่าพิธีจบการศึกษาประถมก็เป็นทางการมาก ๆ
เราเคยมีประสบการณ์ตรงตอนเข้าร่วมพิธีปฐมนิเทศก่อนเข้าทำงานที่บริษัท อันนี้ทางการมาก ๆ แต่เพิ่งรู้ว่าที่ญี่ปุ่นฝึกแบบนี้ตั้งแต่ประถม (ตอนจบอนุบาลคุณครูไม่เคยมาปรึกษาว่าควรให้ลูกชายทำยังไง) 😅
เรื่องที่ครูประจำชั้นกังวลคือ ใน 2 ชั่วโมงนี้ลูกชายเราสามารถทำได้หรือเปล่า เพราะดูจากปีที่แล้วครูบอกว่าเด็กป.5 คลาสเด็กพิเศษที่เข้าไปร่วมงานวุ่นวายมาก เลยอยากให้เรามาดูการซ้อมของลูกชายในวันซ้อมพิธีจบ จะได้รู้ว่าควรจัดการยังไงดี ส่วนตัวก็ไม่มีปัญหานะที่จะไปดูเพราะจะได้รู้ว่าพิธีเป็นยังไง เพราะพอลูกชาย ป.6 ก็ต้องรับใบประกาศในพิธีจบเหมือนกัน เตรียมความพร้อมตั้งแต่ป.5 ก็เป็นเรื่องดี แต่จะให้มาดูทั้ง 4 วันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะเราก็มีงานพิเศษเหมือนกัน
ก็คุยกันจบที่ตรงนี้
มาเช้าวันนี้ (วันเสาร์) มีไลน์โทรมาจากครูประจำชั้น บอกยังไงก็ต้องคุยกับเราให้ได้
เพราะกลัวเราจะตีความเข้าใจว่า ครูไม่อยากให้ลูกชายเข้าร่วมพิธีจบของเด็กป.6 🤔
เราเลยงง ครูเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าเนี่ย
สามีก็เลยคิดสรุปว่าสงสัยครูหัวหน้าคงกลัวว่าเราอาจจะเข้าใจผิดแล้วไปปรึกษาหน่วยงานที่ดูแลงานโรงเรียนประถม เลยบอกให้ครูประจำชั้นโทรมาแน่เลย
กลายเป็นเราเป็นคุณแม่จอมรายงานไปซะแล้ว 🤣
#เด็กออทิสติกกับการดูหน้าจอ ตอนที่ 1
เล่าจากประสบการณ์ของลูกชายเรา ตอนเขาเด็ก ๆ ก็มีให้ดูหน้าจอเกี่ยวกับสื่อการสอนสำหรับทารก สำหรับเด็กเล็ก ที่เขาโฆษณาตามTV ของญี่ปุ่น แล้วพอเข้าอนุบาลก็มีให้ดู DVD ที่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ เพราะมีให้เรียนพิเศษภาษาอังกฤษตั้งแต่ 2 ขวบกว่า ๆ เขาก็จะมีหนังสือแล้วก็ CD DVD มาให้ ในช่วงที่ลูกชายยังอยู่อนุบาลก็ยังไม่เห็นถึงโทษของการดูจอเท่าไหร่ จนเข้าโรงเรียนประถม บวกกับช่วงนั้นก็จะมีคุณหมอที่เมืองไทยมีการพูดถึงว่าไม่ควรให้เด็กดูจอ โดยเฉพาะก่อน 2 ขวบ (แต่กว่าจะได้เห็นข้อมูลนี้ ลูกเราก็ 6-7 ขวบแล้ว) มีนึกโทษตัวเองเหมือนกันนะว่า หรือเป็นเพราะการดูจอตั้งแต่เล็ก (ขนาดไม่ได้ให้ดูทั้งวันนะ เพราะจำกัดเวลาไม่เคยเกิน 1 ชั่วโมง) ด้วยหรือเปล่า ถึงเป็นแบบนี้ แต่คิดไปก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
พอเข้า ป.1 ก็เลยขอความร่วมมือกับทางโรงเรียน (เพราะพอเข้าป.1 เด็กทุกคนจะมี Chromebook ที่โรงเรียนแจกให้คนละ 1 เครื่องใช้ถึง ป.6 เลย) ว่าอยากให้ลูกชายใช้เฉพาะวิชาที่จำเป็นจะต้องใช้จริง ๆ ครูประจำชั้นตอนนั้น ป.1- ป.3 ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีให้ใช้บ้างตอนต้องพรีเซ็นต์งาน ทำรายงาน และจะให้เอากลับมาชาร์จแบตที่บ้านก็เฉพาะวันศุกร์ แล้ววันจันทร์ก็เอาไปที่โรงเรียน ระหว่างที่ Chromebook อยู่ที่บ้านเราก็ไม่ได้ให้ใช้
ถึงคุณครูจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่รอบข้างเพื่อน ๆ แต่ละคนเหมือนจะดูแอพแดงกันเยอะพอสมควร ลูกชายเราก็เอาบ้าง ชั่วโมงเรียนที่จำเป็นต้องใช้ ก็ใช้เสียงในการค้นหา (ยังพิมพ์แป้นหาข้อมูลไม่เป็น) เพราะใช้เสียงในการค้นหานี่แหละ คุณครูเลยรู้ว่าแอบเล่นอยู่ ก็มีการตักเตือนกันไป
โทษของการดูจอยังไม่มีให้เห็นอย่างชัดเจน ตอนนั้นบอกหรือสอนอะไร อย่างตอนทำการบ้านก็ยังมีสมาธิในการทำอยู่
มาตอนป .4 นี่แหละ ที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้พฤติกรรมแย่ลงสุด ๆ แล้วทำให้สมาธิไม่ดี เพราะเปลี่ยนครูประจำชั้นคนใหม่ แล้วครูคนนั้นไม่เคยมีประสบการณ์การสอนเด็กพิเศษ เราก็มีขอร้องเรื่องการใช้ Chromebook เหมือนตอนป.1 - ป.3 ครูคนนั้นก็ฟังนะ แต่สุดท้ายตอนที่ทางโรงเรียนให้ผู้ปกครองมาดูการเรียนการสอน (มีทุกปี) เปิดเทอมไปได้เกือบ 2 เดือน เท่านั้นแหล่ะ เราไปก่อนเวลา เห็นเลยลูกเรานั่งเล่นคอมอยู่ แล้วเปิดหน้าจอที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน เลยรู้เลยว่าครูป.4 ไม่ได้ให้ความร่วมมือ แถมน่าจะให้ดูทั้งวันได้มั้ง เพราะตอนแรกลูกชายเราเอาสายชาร์จไปโรงเรียนเกือบทุกวัน เราก็ไม่ได้เอะใจอะไร มาหลัง ๆ เอาคอมกลับบ้านมาชาร์จทุกวันเลย เราลองเช็ค % ดู เช้า 100% กลับมาบ้านเหลือ 4% ตกใจมาก ให้ดูทั้งวันเลยเหรอ แล้วมาบอกพวกเราว่าลูกเราเรียนตามไม่ทันเพื่อน ควรให้ย้ายไปห้องเรียนพิเศษประเภทเด็กที่เรียนตามไม่ทัน (ตอนนั้นลูกเราเรียนห้องเรียนพิเศษเหมือนกันแต่เป็นประเภทเด็กที่เรียนได้แต่ควบคุมอารมณ์ไม่เป็น)
เราเจอครูประจำชั้นป.4 คนนี้ให้เด็กดูคอม ก็ขอร้องครูนะว่าพยายามอย่าให้ดู ครูคนนั้นพูดมาว่า เป็นการช่วยลดความเครียดให้เด็ก ยังไงเขาก็จะให้ดู ถ้าไม่ให้ดูเด็กจะเครียด คือครูไม่ฟังที่ผู้ปกครองขอร้อง ช่วงนั้นเรากลุ้มใจมาก ๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ พอเจอพูดว่าควรย้ายประเภทห้องเรียน ด้วยความที่กลัวว่าป.5 จะเจอครูคนนี้อีก เราก็เลยตกลงให้ย้ายประเภทห้องเรียนตั้งแต่ป.5 (ที่ญี่ปุ่นจะย้ายห้องกลางคันไม่ได้ นอกเสียจากว่าย้ายบ้าน แล้วจะได้ย้ายโรงเรียน)
ผลเป็นยังไงต่อ ติดตามในโพสต์ต่อไปนะคะ เพราะพิมพ์มายาวมาก (ขอบคุณที่ติดตามค่ะ)
#MonchanJipatha
#เด็กพิเศษ
#ดูหน้าจอ
#ชีวิตในญี่ปุ่น
เราจะรู้ได้ยังไงว่าลูกของเรา #เข้าข่ายเป็นออทิสติก หรือเปล่า
(จะรู้ว่าเป็นหรือไม่ สุดท้ายแล้วต้องให้คุณหมอเป็นผู้ประเมิน)
ช่วงเข้าอนุบาล ก่อนขึ้นประถม
ก่อน 4 ขวบ ก็เริ่มเข้าอนุบาล เริ่มไปอนุบาล ที่ห้องหนึ่งจะมีเพื่อนรุ่นเดียวกันเยอะขึ้น ประมาณ 20 – 30 คนต่อห้อง ยิ่งทำให้รู้เลยว่าลูกเราพัฒนาการช้ากว่าเด็กรุ่นเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด เช่น
-การปีนป่าย ที่อนุบาลจะมีชั่วโมงพละ ให้เด็ก ๆ ได้วิ่งกระโดดปีนสิ่งกีดขวาง เด็กคนอื่น ก็จะทำได้ ในขณะที่ลูกของเราต้องให้คุณครูช่วยให้ปีนได้ ท่าม้วนหน้าตอนนั้นก็ทำไม่เป็น ต้องให้คุณครูช่วย
ประมาณว่าการออกกำลังกายที่ต้องใช้การทรงตัว เช่นนั่งชันเข่า ยืนขาเดียว จะไม่สามารถทำได้
-การจับดินสอ เขียนได้ แต่เขียนไม่อยู่ในกรอบ ไม่อยู่ในเส้น ระบายสีก็ไม่สามารถระบายอยู่ในเส้นได้ จะระบายนอกกรอบตลอด วาดรูปไม่เป็น ปั้นดินน้ำไม่เป็น พับกระดาษไม่เป็น
-การจับช้อน ตะเกียบทานข้าว พอได้ แต่ไม่ถนัด ตอนนั้นจะจับช้อนแป๊ปเดียว ที่เหลือจะใช้มือทานข้าวซะมากกว่า
-การพับกระดาษ หรืองานประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่คุณครูให้ทำ เพือนคนอื่นจะทำกันเองได้ หรือถ้าจะให้ครูช่วยก็จะช่วยนิดเดียว สำหรับลูกเราคือต้องช่วยตั้นแต่ต้นจนจบ
-แต่ในเรื่องของความจำ ความจำดีมาก จำชื่อเพื่อน ชื่อครูได้หมดทุกคน (ตอนนั้นสามารถอ่าน Hiragana ได้แล้ว เพราะที่บ้านฝึกให้เขาอ่าน)
-ในส่วนของการช่วยเหลือตัวเอง การเข้าห้องน้ำ ทำได้ เพราะที่บ้านมีฝึกให้เขา เขาก็เลยไม่มีปัญหาตรงนี้
-การเปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่รองเท้า ถุงเท้า การติดกระดุมทำได้ เพราะที่บ้านฝึกเขาก่อนเข้าอนุบาล แต่จะไม่คล่องเท่าไหร่ จะช้ากว่าเพื่อน
-เริ่มไม่ชอบเสียงดัง เวลาเด็ก ๆ พูดพร้อมกัน เสียงเด็ก ๆ จะดังมาก ๆ เขาก็จะวิ่งออกไปนอกห้อง รอเพื่อน ๆ ทักทายคุณครูเสร็จก็กลับเข้าไปในห้อง มีความไวต่อเสียงมากกว่าเด็กคนอื่น ๆ
-ปัญหาเรื่องการกลัวพัดลม ก็ยังมีอยู่ แต่เริ่มอยุ่กับพัดลมได้ แต่ก็จะมองพัดลมอยู่เป็นระยะ ๆ
-นั่งชิงช้าในสนามเด็กเล่นเองไม่เป็น ต้องให้เราจับแล้วก็ผลักให้
☆ไม่แน่ใจว่าก่อนเข้าอนุบาล หรือเข้าอนุบาลไปแล้ว จากปัญหาเรื่องที่เขาพูดช้า กลัวพัดลม ก็เลยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาทางอำเภอที่เขาดูแลเรื่องเด็กเล็ก ก็เลยเป็นที่มาของการให้ผู้เชี่ยวชาญมาทดสอบ สรุปว่าเป็น #ออทิสติกแบบสเปคตรัม เกรย์โซน แล้วก็เป็นที่มาของการได้รับการเข้าไปฝึกเรื่องพัฒนาการอย่าง OT (เน้นการออกกำลัง การฝึกกล้ามเนื้อ)
ส่วน ST(เน้นเรื่องการฝึกพูด)ครูสอนคิวค่อนข้างเต็ม กว่าจะได้ส่วน ST ก็ขึ้นอนุบาล 3 เข้าไปแล้ว เท่ากับ ST พาไปฝึกได้ไม่ถึงปี
ก่อนเข้าประถม (ก่อน 6 ขวบ) ทางญี่ปุ่นยังไม่ให้ยาในการรักษา ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร พอจะขึ้นป.1 จากที่เคยพาไปฝึกพัฒนาการ ก็ไม่สามารถพาไปฝึกได้แล้ว เขาออกเอกสารใบรับรอง (จม. แนะนำ) ให้ไปยื่นรักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งรอคิวนาน 3-6 เดือน (ณ ตอนนั้น) เห็นว่าตอนนี้รอเป็นปี เพราะเด็กที่เป็นเริ่มมีมากขึ้น ตั้งแต่ขึ้น ป.1 ก็เลยเริ่มการทานยา
เราจะรู้ได้ยังไงว่าลูกของเรา #เข้าข่ายเป็นออทิสติก หรือเปล่า
(จะรู้ว่าเป็นหรือไม่ สุดท้ายแล้วต้องให้คุณหมอเป็นผู้ประเมิน)
ในกรณีของลูกเรา ที่เราสังเกตแล้วเริ่มเอ๊ะ ก็คือ
ก่อนเข้าอนุบาล ประมาณตั้งแต่ 2 ขวบ จะเข้า 3 ขวบ
-เริ่มมีปัญหากลัวพัดลม ไม่ยอมให้เปิดพัดลมที่บ้าน ไปข้างนอกที่ไหนมีพัดลมก็จะกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้ บางครั้งถึงขนาดร้องไห้
-ไม่ค่อยพูด พูดช้า พูดทวนคำพูดของอีกฝ่าย (เหมือนนกแก้ว) สนทนาโต้ตอบไม่ได้ ถามไปก็เงียบ
-ตอนนั้นมีเพื่อนรุ่นเดียวกันกับเขาที่เรียนพิเศษด้วยกัน ก็จะไม่ค่อยเล่นด้วย ไม่ค่อยเข้ากลุ่ม แต่นั่งรวมอยู่ในกลุ่มเพื่อนได้ แต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์
-ไม่ค่อยเลียนแบบท่าทาง คิดว่าน่าจะทำท่าไม่เป็น อย่างเช่น มีครูนำเต้นตามเพลง ก็จะไม่ทำตาม พอบอกให้ทำตามก็จะทำแต่ไม่สามารถทำท่าที่ครูสอนได้ถูกต้อง
-เวลาเจอสิ่งเร้า เช่นป้ายตัวอักษรที่เป็นไฟ สี ๆ แล้วเคลื่อนไหวเปลี่ยนตัวอักษร หรืออะไรที่เขาเห็นแล้วตื่นเต้น จะก็กระโดด ๆ ดีใจ แล้วมีการสะบัด 2 มือไปด้วย
-มีปัญหาเรื่องการทานอาหาร อาหารบางประเภทจะไม่ทานเลย เช่นของที่ดูหนึด ๆ อย่างนัตโตะ เจลลี่
-เวลาแปะสติ๊กเกอร์ก็จะแปะเรียงเป็นแถว ต่อบล็อกของเล่นก็จะต่อแบบเรียงเป็นแถว
(มีต่อนะคะ ในช่วงเข้าอนุบาล - ก่อนประถม)